


Soil Water Fertilizer
ดิน น้ำ ปุ๋ย เกษตรอินทรีย์
เพื่อโครงการ ดวงใจหทัยราษฏร์ ปราชญ์แห่งน้ำ

ข้อมูลทั้งหมดได้รวบรวมจาก AI
ได้รวบรวม ในความรู้ ประสบประการณ์ ความสำเร็จ ข้อแนะนำ จากคนไทย และ ต่างประเทศ ที่ยินดีแบ่งปันบน YouTube โดย VG จะนำมารวบรวม และ ดัดแปลงในการใช้ การปกป้องกัน และ เป็นข้อแนะนำในการดำเนินการ https://www.youtube.com/@DulyawatPhuttakaya-ys9bf/playlists
3.) เกษตรอินทรีย์ รวม 15 คลิป
1.) แก้ดินเป็นกรด เป็นด่าง รวม 3 คลิป
1.1 ) แก้ปัญหาดินเค็ม รวม 42 คลิป
1.) การแก้ปัญหาดินเค็ม (Saline Soil) ให้ได้ผลอย่างยั่งยืน ต้องทำหลายวิธีควบคู่กัน ตั้งแต่การจัดการโครงสร้างดินไปจนถึงการเลือกพืชที่เหมาะสม ดังนี้ครับ
1. วิธีแก้ปัญหาทางวิศวกรรมและกายภาพ
-
การชะล้างเกลือด้วยน้ำจืด: เป็นวิธีที่ได้ผลเร็วที่สุด โดยการขังน้ำจืดไว้ในพื้นที่เพื่อให้เกลือละลายแล้วระบายน้ำทิ้งผ่านระบบระบายน้ำ
-
การยกร่องและทำคันดิน: สำหรับพื้นที่ใกล้ทะเล ควรยกร่องเพื่อช่วยการระบายน้ำและทำคันดินป้องกันน้ำทะเลหนุน
-
การใช้วัสดุคลุมดิน: ใช้ฟางข้าวหรือเศษพืชคลุมดินเพื่อลดการระเหยของน้ำจากผิวดิน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกลือจากใต้ดินถูกดึงขึ้นมาสะสมที่บริเวณผิวดิน
2. การปรับปรุงดินด้วยสารเคมีและอินทรียวัตถุ
-
การใช้ยิปซัม (Gypsum): ช่วยแลกเปลี่ยนประจุและไล่โซเดียมออกจากอนุภาคดิน ทำให้เกลือถูกชะล้างออกไปได้ง่ายขึ้น
-
การเติมอินทรียวัตถุ: ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือไถกลบพืชปุ๋ยสด (เช่น โสนอัฟริกัน หรือ ปอเทือง) เพื่อเพิ่มความร่วนซุยและช่วยให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
ศูนย์วิทยบริการเพื่อส่งเสริมการเกษตร +2 https://lddmordin.ldd.go.th/web/data/Tank_Soilmanagement/Soil_41.pdf และ https://kas.siamkubota.co.th/knowledge/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B4/#:~:text=%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99 และ https://www.giffmart.com/product-detail.php?productID=1152#:~:text=%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%202%20%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD&text=%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B8%99%20(S)%2010%25,%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99
3. การเลือกปลูกพืชทนเค็ม
หากดินยังมีความเค็มอยู่ ควรเลือกปลูกพืชที่ทนทานต่อเกลือได้ดี เช่น:
-
ไม้ยืนต้น/ไม้ผล: มะพร้าว, ละมุด, พุทรา, มะขามเทศ, สะเดา
-
พืชผัก (ทนเค็มเล็กน้อย): ถั่วฝักยาว, ผักกาดหอม, ขึ้นฉ่าย, แตงร้าน
Facebook +1 https://www.facebook.com/photo.php?fbid=974194917600641&set=a.227460888940718&id=100050304257227 และ
4. วิธีทดสอบดินเค็มด้วยตัวเอง (เบื้องต้น)
ตักดิน 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำฝน 1 แก้ว เติมแอมโมเนีย 2/3 ของแก้ว คนให้เข้ากันทิ้งไว้ 2 ชม. ถ้าน้ำใสแสดงว่าเป็นดินเค็ม (ถ้าน้ำขุ่นคือดินเปรี้ยว)
Rakbankerd
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมและวิดีโอ (YouTube)
-
กรมพัฒนาที่ดิน: ข้อมูลการจัดการดินเค็มอย่างละเอียด https://www.ldd.go.th/web_soil/salty.htm
-
เทคโนโลยีชาวบ้าน: วิธีจัดการดินเค็มให้เกิดประโยชน์
-
วิดีโอแนะนำ:
2.) การปลูกพืชในพื้นที่ดินเค็มควรแบ่งตามระดับความเค็มของดิน เพื่อให้พืชสามารถอยู่รอดและให้ผลผลิตได้จริง โดยสามารถแบ่งกลุ่มพืชตามความเหมาะสมได้ดังนี้ครับ
หมอดินอาสา https://lddmordin.ldd.go.th/web/data/Tank_Soilmanagement/Soil_3.pdf
1. กลุ่มพืชทนเค็มจัด (ดินเค็มมาก)
เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เห็นคราบเกลือขาวบนหน้าดินชัดเจน พืชกลุ่มนี้มักมีระบบรากที่แข็งแรงหรือมีกลไกขับเกลือออกทางใบ
-
ไม้ยืนต้น: กระถินออสเตรเลีย, ยูคาลิปตัส, สะเดา, ขี้เหล็ก, สนประดิพัทธ์, และไม้ป่าชายเลน
-
พืชปุ๋ยสด: โสนอัฟริกัน เป็นพืชที่ทนเค็มและทนน้ำขังได้ดีมาก นิยมปลูกเพื่อไถกลบปรับปรุงดิน
-
ไม้ผล: อินทผลัม (Date Palm) เป็นหนึ่งในไม้ผลที่ทนความเค็มได้สูงที่สุดในโลก
กรมชลประทาน +3 http://puparn.rid.go.th/soilnew/PDF/19-13.pdf และhttp://puparn.rid.go.th/soilnew/PDF/19-13.pdf และ
2. กลุ่มพืชทนเค็มปานกลาง
เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความเค็มบ้างแต่ไม่ถึงกับเห็นเกลือขาวหนาแน่น
-
ข้าว: ควรเลือกใช้พันธุ์ทนเค็มโดยเฉพาะ เช่น ขาวดอกมะลิ 105, กข 6, กข 15, และพันธุ์พื้นเมืองอย่าง เจ๊กกระโด
-
ไม้ผล: มะพร้าว, ละมุด, พุทรา, มะขามเทศ, ฝรั่ง, และมะม่วงหิมพานต์
-
พืชไร่: อ้อย (พันธุ์สุพรรณบุรี 50), ข้าวโพด, และมันสำปะหลัง (ควรปลูกในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี)
กรมพัฒนาที่ดิน +3 http://royal.rid.go.th/phuphan/pdf/soilkam.pdf และ https://lddmordin.ldd.go.th/web/data/Tank_Soilmanagement/Soil_48.pdf
-
3. กลุ่มพืชทนเค็มน้อย (พืชผักสวนครัว)
พืชเหล่านี้ปลูกได้หากมีการจัดการดินหรือใช้ระบบร่องน้ำช่วยชะล้างเกลือ
กรมพัฒนาที่ดิน
-
ผักสวนครัว: คะน้า, มะเขือเทศ, ผักบุ้งจีน, ถั่วพุ่ม, และผักโขม
-
พืชน้ำ: ผักบุ้งไทย (ทนเค็มได้ถึง 8 ppt) และธูปฤๅษี
กรมพัฒนาที่ดิน +2
เทคนิคเฉพาะในการปลูกพืชในดินเค็ม
-
การเพาะกล้า: ช่วงเป็นต้นกล้าพืชจะอ่อนแอต่อเกลือมากที่สุด ควรเพาะในวัสดุปลูกที่สะอาดก่อนย้ายลงดินเค็ม
-
อายุกล้าที่ปักดำ: สำหรับการทำนา ควรใช้ต้นกล้าที่มีอายุมากกว่าปกติ (ประมาณ 30-45 วัน) เพราะต้นที่แก่กว่าจะมีความทนทานต่อเค็มสูงกว่ากล้าอ่อน
-
การปลูกบนหลังร่อง: การยกแปลงปลูกช่วยให้เกลือถูกชะล้างลงไปในร่องน้ำได้ง่ายขึ้น และช่วยป้องกันรากพืชสัมผัสกับระดับน้ำใต้ดินที่เค็ม
-
การคลุมดิน: สำคัญมากเพื่อลดการระเหยของน้ำ ไม่ให้เกลือจากใต้ดินถูกดึงขึ้นมาสะสมที่ผิวหน้าดิน
กรมชลประทาน +2
3.) การแก้ปัญหา ดินเปรี้ยว หรือ ดินกรดจัด (Acid Sulfate Soils) คือกระบวนการปรับสภาพดินที่มีค่า pH ต่ำกว่า 7 เพื่อให้พืชสามารถดูดซึมสารอาหารได้ปกติ ซึ่งมีวิธีการจัดการที่ยั่งยืนดังนี้ครับ
สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ +1
1. การปรับปรุงดินด้วย "ปูน" (Liming)
การใช้ปูนเป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพื่อสะเทินกรดในดินให้กลับมาเป็นกลาง
-
วัสดุที่ใช้: ปูนขาว, ปูนมาร์ล (ดินสอพอง), หินปูนบดละเอียด หรือเปลือกหอยเผา
-
อัตราการใช้: โดยทั่วไปใช้ประมาณ 1–3 ตันต่อไร่ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของกรด
-
ขั้นตอน: หว่านปูนให้ทั่วพื้นที่แล้ว ไถคลุกเคล้าให้เข้ากับหน้าดินลึก 10–15 ซม. ควรพักดินไว้อย่างน้อย 15 วันเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีก่อนเริ่มปลูกพืช
Facebook +4
2. การจัดการด้วยระบบน้ำ (Leaching)
-
การชะล้างกรด: ใช้น้ำชะล้างความเป็นกรดออกไป โดยขังน้ำไว้ในพื้นที่ 5–10 วัน แล้วระบายออก หากทำควบคู่กับการใส่ปูนจะช่วยให้ดินฟื้นตัวเร็วขึ้น
-
ควบคุมระดับน้ำใต้ดิน: รักษาให้ระดับน้ำอยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีสารไพไรท์ (สารก่อกรด) เพื่อป้องกันไม่ให้สารนี้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนจนกลายเป็นกรดเพิ่มขึ้น
กรมพัฒนาที่ดิน +2
3. การ "แกล้งดิน" ตามแนวพระราชดำริ
เป็นกระบวนการเร่งปฏิกิริยาเคมีโดย ทำให้ดินแห้งสลับกับเปียก เพื่อให้กรดกำมะถันออกมามากที่สุด แล้วจึงใช้น้ำชะล้างกรดออกไปพร้อมกับปรับสภาพด้วยปูน
4. การจัดการปลูกพืช
-
การยกร่อง: สำหรับไม้ผลหรือพืชไร่ ควรขุดยกร่องสูง 50–80 ซม. เพื่อช่วยการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมขังที่เป็นกรด
-
พืชทนเปรี้ยว: เลือกปลูกพืชที่ทนทานต่อกรด เช่น ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, กข 7, หรือไม้ผลอย่าง ส้มโอ และมะม่วง
-
อินทรียวัตถุ: ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์และช่วยลดพิษของเหล็กและอลูมิเนียมในดินกรด
กรมพัฒนาที่ดิน +3
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมและวิดีโอ (YouTube)
4.) การใส่ ปูนขาว หรือ วัสดุปูน เพื่อแก้ดินเปรี้ยวนั้น อัตราที่ใช้จะขึ้นอยู่กับ ระดับความเป็นกรด (ค่า pH) ของดินและ ชนิดของพืช เป็นหลักครับ หากใส่มากเกินไปดินอาจกลายเป็นด่างและทำให้พืชขาดธาตุอาหารบางชนิดได้
1. อัตราการใส่ตามระดับความเปรี้ยว (คำนวณต่อไร่)
โดยทั่วไปสำหรับการปรับปรุงดินก่อนปลูกพืช อ้างอิงจากคำแนะนำของกรมพัฒนาที่ดิน:
-
ดินเปรี้ยวน้อย (pH 5.0 - 5.5): ใช้ปูนขาวประมาณ 100 - 300 กิโลกรัม ต่อไร่
-
ดินเปรี้ยวปานกลาง (pH 4.5 - 5.0): ใช้ปูนขาวประมาณ 300 - 600 กิโลกรัม ต่อไร่
-
ดินเปรี้ยวจัด (pH ต่ำกว่า 4.5): อาจต้องใช้สูงถึง 1 - 2 ตัน ต่อไร่ (ควรแบ่งใส่หลายครั้งและไถกลบชะล้างด้วยน้ำ)
2. อัตราที่เหมาะสมแบ่งตามกลุ่มพืช
พืชแต่ละชนิดทนความเปรี้ยวได้ไม่เท่ากัน จึงต้องการปริมาณปูนต่างกันครับ:
-
กลุ่มข้าว:
-
ถ้าดินเปรี้ยวจัด (pH ต่ำกว่า 4.0) ให้หว่านปูนมาร์ลหรือปูนขาวประมาณ 500 - 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนไถเตรียมดิน 15 วัน
-
-
กลุ่มพืชไร่ (ข้าวโพด, ถั่ว, อ้อย):
-
พืชกลุ่มนี้ไวต่อกรดมาก ควรปรับ pH ให้ได้ประมาณ 6.0 - 6.5 โดยใช้ปูนขาวประมาณ 200 - 400 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านแล้วไถคลุก
-
-
กลุ่มไม้ผล (ส้ม, มะม่วง, ขนุน):
-
นิยมใส่ รองก้นหลุม ตอนปลูก ประมาณ 0.5 - 1 กิโลกรัมต่อหลุม
-
สำหรับไม้ผลที่โตแล้ว ให้โรยรอบทรงพุ่มประมาณ 1 - 3 กิโลกรัมต่อต้น ปีละครั้งในช่วงต้นฤดูฝน
-
-
กลุ่มพืชผัก:
-
ผักส่วนใหญ่ชอบ pH 6.0 - 6.8 ให้ใช้ปูนขาวประมาณ 100 - 200 กรัมต่อตารางเมตร (หรือประมาณ 160-320 กก./ไร่) คลุกกับดินแปลงปลูก
-
ข้อควรระวังในการใช้ปูนขาว
-
อย่าใส่พร้อมปุ๋ยเคมี: ปูนขาวจะทำปฏิกิริยากับปุ๋ย (โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน) ทำให้สูญเสียธาตุอาหารในรูปก๊าซ ควรเว้นระยะห่างกันประมาณ 15 วัน
-
ความชื้นสำคัญมาก: หลังใส่ปูนควรมีการรดน้ำหรือรอให้ฝนตกเพื่อให้ปูนละลายและทำปฏิกิริยากับดินได้เต็มที่
-
การวัดค่า pH: หากเป็นไปได้ ควรใช้เครื่องวัด pH ดินหรือชุดทดสอบก่อนใส่ เพื่อให้ได้ตัวเลขที่แม่นยำและประหยัดงบประมาณครับ
2.) การตรวจค่า Ph ของดิน รวม 46 คลิ ป
เครื่องมือวัดค่า pH ดินในปัจจุบันมีให้เลือกหลายรูปแบบตามงบประมาณและความแม่นยำที่ต้องการ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้ครับ:
1. แบบเข็ม (Analog Soil Meter)
เป็นรุ่นที่นิยมที่สุดสำหรับเกษตรกรทั่วไป ข้อดีคือไม่ต้องใช้ถ่าน ใช้งานง่ายเพียงเสียบลงในดินที่เปียกชื้น
-
ฟังก์ชัน: มักเป็นแบบ 3-in-1 คือวัดได้ทั้ง pH, ความชื้น และแสงแดด
-
รุ่นแนะนำ:
-
Takemura DM-13 / DM-15: แบรนด์ญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและแม่นยำสูงในกลุ่มแอนะล็อก
-
รุ่นทั่วไป (สีเขียว): ราคาประหยัด หาซื้อง่ายตามร้านอุปกรณ์เกษตรทั่วไป
-
-
ราคาโดยประมาณ: 150 – 2,500 บาท
บริษัท นีโอนิคส์ จำกัด +3
2. แบบดิจิทัล (Digital Soil Tester)
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูงขึ้น อ่านค่าเป็นตัวเลขทศนิยมได้ชัดเจน
-
ฟังก์ชัน: มักวัดได้ 4-in-1 (เพิ่มการวัดอุณหภูมิดิน) หรือรุ่นสูงๆ อาจวัดค่า NPK (ปุ๋ย) และ EC (ความเค็ม) ได้ด้วย
-
รุ่นแนะนำ:
-
Smart Sensor PH328: หน้าจอมีไฟ Backlight อ่านค่าได้ชัดเจนแม้ในที่มืด
-
Hanna HI981030: เครื่องวัดแบบปากกาคุณภาพสูง ออกแบบมาเพื่อวัดในดินโดยเฉพาะ
-
-
ราคาโดยประมาณ: 130 – 5,000+ บาท
บริษัท นีโอนิคส์ จำกัด +5
3. ชุดทดสอบแบบน้ำยา (Soil Test Kit)
ใช้หลักการเก็บตัวอย่างดินมาผสมกับน้ำยาแล้วเทียบสีกับแถบวัด
Hanna Instruments Ltd
-
ข้อดี: ให้ความแม่นยำในการวิเคราะห์สารอาหาร (N, P, K) ได้ดีกว่าเครื่องมือวัดแบบเสียบในราคาประหยัด
-
ราคาโดยประมาณ: 100 – 600 บาท (ต่อชุดทดสอบ 10-25 ครั้ง)
บริษัท นีโอนิคส์ จำกัด
ตารางเปรียบเทียบการเลือกซื้อ
ประเภท / ความแม่นยำ / ความสะดวก / จุดเด่น
แบบเข็ม (Analog) / ปานกลาง / สูงมาก / ไม่ต้องใช้ถ่าน ทนทาน
แบบดิจิทัล / สูงปานกลาง / อ่านค่าง่าย / มีฟังก์ชันเสริมเยอะ
ชุดน้ำยาสูง (เฉพาะจุด) / ต่ำ / วัดธาตุอาหาร NPK ได้แม่นยำ
คำแนะนำเพิ่มเติม: เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด ก่อนวัดควร เช็ดทำความสะอาดแท่งโลหะ ให้เงางาม และดินต้องมีความชื้นเพียงพอ (ไม่แห้งสนิท) จึงจะนำไฟฟ้าและวัดค่าได้ถูกต้องครับ
1.) การเก็บตัวอย่างดินที่ถูกต้องจะช่วยให้ผลวิเคราะห์แม่นยำ และประหยัดค่าปุ๋ย/ปูนขาวได้มากครับ โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:
1. อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
-
จอบ หรือ เสียม (สำหรับขุดดิน)
-
ถังพลาสติก (สำหรับผสมดิน)
-
ถุงพลาสติกสะอาด (สำหรับใส่ตัวอย่างส่งตรวจ)
-
กระดาษและปากกาเคมี (เขียนป้ายชื่อ)
2. วิธีการเก็บตัวอย่าง (Step-by-Step)
-
แบ่งพื้นที่: หากพื้นที่กว้างหรือมีสภาพดินต่างกัน (เช่น ที่ลุ่ม-ที่ดอน) ให้แยกเก็บเป็นคนละตัวอย่าง
-
กำหนดจุดเก็บ: ใน 1 แปลง ให้สุ่มเก็บประมาณ 10-15 จุด กระจายให้ทั่วพื้นที่ (เดินเป็นรูปซิกแซก)
-
เตรียมหน้าดิน: ถากหญ้าหรือเศษใบไม้ที่ผิวหน้าดินออกก่อน
-
ขุดดินรูปตัว V: ขุดหลุมลึกประมาณ 15 ซม. (สำหรับพืชไร่/ข้าว) หรือ 30 ซม. (สำหรับไม้ผล)
-
เก็บดิน: ใช้เสียมแซะดินด้านข้างหลุมให้เป็นแผ่นหนาประมาณ 1 นิ้ว ตั้งแต่ขอบบนถึงก้นหลุม ทำแบบนี้ให้ครบทุกจุดที่สุ่มไว้
-
ผสมดิน: นำดินจากทุกจุดที่เก็บได้มาเทรวมกันในถังพลาสติก คลุกเคล้าให้เข้ากันดี
-
คัดเลือกตัวอย่าง: ตักดินที่ผสมแล้วมาประมาณ 0.5 - 1 กิโลกรัม ใส่ในถุงพลาสติก
3. ข้อมูลที่ต้องระบุบนถุง
เพื่อให้เจ้าหน้าที่แนะนำได้ถูกต้อง ควรเขียนข้อมูลต่อไปนี้แนบไปด้วย:
-
ชื่อ-นามสกุล และเบอร์โทรศัพท์
-
สถานที่เก็บ (บ้านเลขที่/หมู่บ้าน/ตำบล)
-
พืชที่เคยปลูก และ พืชที่จะปลูกใหม่
-
ประวัติการใส่ปุ๋ยหรือปูน (ถ้ามี)
4. สถานที่ส่งตรวจ
-
สถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัด ทั่วประเทศ (ตรวจฟรีสำหรับเกษตรกร)
-
หมอดินอาสา ในชุมชนของท่าน
-
สำนักงานเกษตรอำเภอ ในบางพื้นที่
เทคนิคเพิ่มเติม:
-
ห้าม เก็บดินในขณะที่ดินแฉะมาก
-
ห้าม เก็บดินบริเวณที่เคยเป็นกองปุ๋ย กองขยะ หรือใกล้คอกสัตว์ เพราะค่าจะเพี้ยน
-
หากดินชื้นมาก ให้ผึ่งในที่ร่มจนแห้งก่อนใส่ถุง (ห้ามตากแดดจัด)
4.) คลองใส่ไก่ รวม 24 คลิป
1.) ข้อดี,ประโยชน์ ข้อกําหนดที่ดี ของการขุดคลองใส้ไก่ ในสวนเกษตรอินทรีย์
คลองไส้ไก่ เป็นเทคนิคการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ (ศาสตร์พระราชา) ที่ช่วยสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้กับสวนเกษตรอินทรีย์ โดยทำหน้าที่เสมือนเส้นเลือดที่คอยส่งความชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณ
YouTube +2
ข้อดีและประโยชน์
-
กระจายความชุ่มชื้น: ช่วยส่งน้ำและกระจายความชื้นใต้ดินไปยังรากพืชทั่วพื้นที่เพาะปลูกอย่างทั่วถึง
-
กักเก็บน้ำลงดิน: เปลี่ยนทางน้ำไหลให้ซึมลงสู่ชั้นดิน แทนที่จะไหลทิ้งไปเฉย ๆ ช่วยเติมน้ำในดินสำหรับใช้ในหน้าแล้ง
-
ป้องกันการชะล้างพังทลาย: ช่วยลดแรงปะทะของน้ำเมื่อฝนตกหนัก และดักตะกอนดินรวมถึงธาตุอาหารไม่ให้ไหลออกจากพื้นที่
-
สร้างระบบนิเวศอินทรีย์: พรรณไม้ที่ปลูกริมคลองจะได้รับน้ำสม่ำเสมอ ทำให้เติบโตเร็ว และดินมีความร่วนซุยจากการทำงานของจุลินทรีย์ในดินที่ได้รับความชื้น
-
ลดภาระการรดน้ำ: เมื่อดินอุ้มความชื้นได้ดี พืชจะทนแล้งได้นานขึ้น ช่วยประหยัดแรงงานและต้นทุนในการรดน้ำ
YouTube +6
ข้อกำหนดและลักษณะที่ดีของคลองไส้ไก่
เพื่อให้คลองไส้ไก่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรมีลักษณะดังนี้:
-
ขนาดที่เหมาะสม: โดยทั่วไปมักขุดกว้างประมาณ 1 เมตร และลึก 1 เมตร (หรือปรับตามความเหมาะสมของพื้นที่) เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอ
-
ความคดเคี้ยว: ควรขุดให้มีความโค้งมน คดเคี้ยวไปตามลักษณะพื้นที่ (คล้ายไส้ไก่) เพื่อชะลอความเร็วของน้ำและเพิ่มพื้นที่สัมผัสในการซึมลงดิน
-
การทำ "หลุมขนมครก": ขุดเป็นแอ่งลึกเป็นระยะ ๆ ตลอดแนวคลอง เพื่อใช้เป็นที่ดักตะกอนและกักน้ำให้ซึมลงลึกได้ดีขึ้น
-
กองดินริมคลอง: ดินที่ขุดขึ้นมาควรนำมาทำคันดินริมคลอง แล้วปลูกแฝกเพื่อยึดดิน หรือปลูกไม้ผลและพืชผักเพื่อใช้ประโยชน์จากความชื้น
-
การใช้วัสดุคลุมดิน: ในสวนเกษตรอินทรีย์ ควรใช้หญ้าแห้งหรือฟางคลุมบริเวณขอบคลองและคันดิน เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันดินทรุดตัว
eksuwankased2001 +4