
พืชปลูกในน้ำ
สัตว์น้ำเพื่อขาย
สัตว์ปีกเพื่อขายไข่และมูลทำปุ๋ย
เพื่อโครงการ ดวงใจหทัยราษฏร์ ปราชญ์แห่งน้ำ และ ขอเป็นส่วนหนึ่งของการให้ไทยเป็นครัว ของโลก
ซึ่งเรื่องพืชปลูกในน้ำ สัตว์น้ำ และ ไก่เป็ดไข่เพื่อขาย รวม 20 เรื่อง ขอมอบให้เป็นความรู้แก่เกษตรกร และผู้สนใจ โดยโครงการจะทดลองปลูกพืชและสัตว์น้ำของเกษตรอินทรีย์บางตัว ตามที่ตลาดต้องการ และความพร้อมของฟาร์มเกษตรอินทรีย์ M3 บางบาล ภายใต้การดูแลและให้การแนะนำจากสัตวแพทย์ประจำโครงการ

ได้รวบรวม ในความรู้ ประสบประการณ์ ความสำเร็จ ข้อแนะนำ จากคนไทย และ ต่างประเทศ ที่ยินดีแบ่งปันบน YouTube โดย VG จะนำมารวบรวม และ ดัดแปลงในการใช้ การปกป้องกัน และ เป็นข้อแนะนำในการดำเนินการ https://www.youtube.com/@DulyawatPhuttakaya-ys9bf/playlists
ราคาการจำหน่ายในไทยจะถือตามราคาจำหน่าย ของตลาดไท https://talaadthai.com/ ส่วนในต่างประเทศจะถือตาม กรมการค้าต่างประเทศ
พืชน้ำเพื่อจำหน่าย
1.) นาบัว รวม 63 คลิป
การทำนาบัวเป็นกิจกรรมเกษตรที่น่าสนใจและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของไทย 🌸💧 เพื่อให้คุณเข้าใจการปลูกบัวอย่างลึกซึ้ง ต่อไปนี้คือข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการทำนาบัว:
🌱 วงจรชีวิตของต้นบัว
ต้นบัวมีวงจรชีวิตดังนี้:
-
ระยะงอก (Germination): เริ่มจากเมล็ดบัวงอกในน้ำ ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน
-
ระยะเจริญเติบโต (Vegetative Growth): ใบและลำต้นเจริญเติบโต ใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์
-
ระยะออกดอก (Flowering): ต้นบัวจะเริ่มออกดอกหลังจากปลูกประมาณ 2-3 เดือน
-
ระยะสร้างเมล็ด (Seed Production): หลังดอกบานและผสมเกสร จะเกิดฝักและเมล็ด
🛠️ วิธีการปลูกบัว
-
การใช้เหง้าบัว: นิยมใช้เหง้าบัวที่แข็งแรงและปราศจากโรคในการปลูก เนื่องจากเติบโตเร็วและให้ดอกเร็วกว่าเมล็ด
-
การใช้เมล็ดบัว: แม้จะใช้ได้ แต่ต้องใช้เวลานานกว่าในการเจริญเติบโต
📅 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกบัว
-
ปลูกได้ตลอดปี: แต่ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือ ต้นฤดูฝน (พฤษภาคม-มิถุนายน) เนื่องจากมีน้ำเพียงพอและอุณหภูมิที่เหมาะสม
🌟 คุณประโยชน์ของบัว
-
ด้านอาหาร: เมล็ดบัว รากบัว ใบบัว และสายบัวสามารถนำมาประกอบอาหารได้
-
ด้านสมุนไพร: บัวมีสรรพคุณทางยา เช่น ช่วยบำรุงหัวใจ และระบบย่อยอาหาร
-
ด้านประดับตกแต่ง: ดอกบัวใช้ในการประดับและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
🏭 การใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของบัวในภาคอุตสาหกรรม
-
ดอกบัว: ใช้ในอุตสาหกรรมดอกไม้สดและแห้ง
-
เมล็ดบัว: ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา
-
รากบัว: ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
-
ใบบัว: ใช้ห่ออาหารและในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ธรรมชาติ
🌼 การดูแลนาบัวเพื่อให้ดอกดกและสวยงาม
-
ปุ๋ยอินทรีย์: ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อบำรุงดินและเพิ่มสารอาหาร
-
การตัดดอก: ควรตัดดอกบัวในช่วงเช้าตรู่ เมื่อดอกยังไม่บานเต็มที่ เพื่อคงความสด
-
ระยะเวลาออกดอก: หลังปลูกประมาณ 60-90 วัน ต้นบัวจะเริ่มออกดอก และสามารถเก็บเกี่ยวได้ต่อเนื่อง
💧 ความสำคัญของน้ำในนาบัว
-
ระดับน้ำ: ควรรักษาระดับน้ำที่ประมาณ 30-50 ซม. เพื่อให้บัวเจริญเติบโตได้ดี
-
คุณภาพน้ำ: น้ำควรสะอาด ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน และมีค่า pH ประมาณ 6.5-7.5
🐛 ศัตรูของต้นบัวและการควบคุมด้วยสมุนไพร
-
เพลี้ยอ่อน: ใช้น้ำสกัดจากสะเดาฉีดพ่น
-
หนอนกัดใบ: ใช้สารสกัดจากใบยาสูบหรือพริกขี้หนู
-
เชื้อรา: ใช้น้ำสกัดจากขิงหรือข่าในการป้องกัน
🔗 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
สำหรับการศึกษาเพิ่มเติม คุณสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ดังต่อไปนี้:
-
กรมวิชาการเกษตร
-
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
2.) ไข่ผำ รวม 13 คลิป
2.) ไข่ผำ รวม 13 คลิป
การเพาะเลี้ยงไข่ผำ (หรือไข่น้ำ) ในบ่อน้ำใหญ่เป็นกิจกรรมเกษตรที่น่าสนใจ เนื่องจากไข่ผำเป็นพืชน้ำขนาดเล็กที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเติบโตอย่างรวดเร็ว ต่อไปนี้คือข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงไข่ผำ:
วงจรชีวิตและอายุของไข่ผำ
ไข่ผำเป็นพืชดอกขนาดเล็กที่สุดในโลก มีลักษณะเป็นเม็ดสีเขียวขนาดเล็ก ลอยอยู่บนผิวน้ำ ขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 12-15 วันหลังการปล่อยเลี้ยงMahidol University Science+2Codi+2Thai PBS+2Mahidol University ScienceThai PBS
วิธีการปลูกและช่วงเวลาที่เหมาะสม
-
การปลูก: นิยมใช้หัวเชื้อไข่ผำจากแหล่งธรรมชาติหรือแหล่งเพาะเลี้ยงที่เชื่อถือได้ โดยปล่อยลงในบ่อที่เตรียมไว้Thai PBS
-
ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ไข่ผำสามารถเพาะเลี้ยงได้ตลอดปี แต่ควรหลีกเลี่ยงช่วงที่มีสภาพอากาศแปรปรวนหรือฝนตกหนักThai PBSMahidol University Science
คุณประโยชน์ของไข่ผำ
-
ด้านโภชนาการ: ไข่ผำมีโปรตีนสูง (20-40%) และอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น วิตามินบี 12, เหล็ก, แคลเซียม และสังกะสี Mahidol University Science
-
ด้านสิ่งแวดล้อม: การเพาะเลี้ยงไข่ผำช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปรับปรุงคุณภาพน้ำ Mahidol University Science+1Log in or sign up to view+1
การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม
-
อุตสาหกรรมอาหาร: ไข่ผำสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ผงโปรตีน หรือส่วนผสมในอาหารต่าง ๆ
-
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์: ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ เนื่องจากมีโปรตีนและสารอาหารสูง
การดูแลและบำรุงไข่ผำ
-
ปุ๋ยอินทรีย์: การใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักช่วยเพิ่มสารอาหารในน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อรักษาความปลอดภัยและคุณภาพของไข่ผำ
-
การเก็บเกี่ยว: สามารถเก็บเกี่ยวได้ทุก 6 วัน โดยเก็บประมาณ 50% ของพื้นที่ เพื่อให้มีไข่ผำขยายพันธุ์ต่อไป Thai PBS
ความสำคัญของน้ำในบ่อเลี้ยงไข่ผำ
-
คุณภาพน้ำ: น้ำควรสะอาด ปราศจากสารเคมีและโลหะหนัก
-
ระดับน้ำ: ควรรักษาระดับน้ำที่ประมาณ 50-80 เซนติเมตร เพื่อให้ไข่ผำเจริญเติบโตได้ดี Thai PBS
ศัตรูของไข่ผำและการควบคุมด้วยสมุนไพร
-
ศัตรูหลัก: ปลากินพืชและลูกปลาขนาดเล็กที่อาจมากับน้ำThai PBS
-
การควบคุม: ก่อนปล่อยไข่ผำ ควรสูบน้ำออกจากบ่อและหว่านปูนขาวเพื่อกำจัดศัตรู นอกจากนี้ การใช้สมุนไพร เช่น สะเดา สามารถช่วยควบคุมศัตรูพืชได้ Thai PBS
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการศึกษาเชิงลึก สามารถเยี่ยมชมแหล่งข้อมูลต่อไปนี้:
ในบ่อเลี้ยงไข่ผำ หากต้องการเลี้ยงปลาร่วมด้วย ควรเลือกปลาที่ ไม่กินไข่ผำหรือรากของมัน และไม่ทำลายสภาพแวดล้อมของบ่อ โดยปลาที่เหมาะสม ได้แก่:
ปลาที่สามารถเลี้ยงร่วมกับไข่ผำได้
-
ปลาหางนกยูง
-
ช่วยควบคุมลูกน้ำและแมลงในบ่อ
-
ไม่กินไข่ผำหรือราก
-
มีขนาดเล็กและไม่ก่อให้เกิดปัญหา
-
-
ปลาซิว (ปลาซิวหนู, ปลาซิวแก้ว)
-
เป็นปลากินแพลงก์ตอนและแมลงน้ำ
-
ไม่ทำลายไข่ผำ
-
-
ปลาตะเพียนขาว
-
สามารถเลี้ยงได้ในบ่อใหญ่
-
ควรเลี้ยงในจำนวนจำกัด เพราะหากขาดอาหารอาจเริ่มกัดไข่ผำ
-
-
ปลาดุก (เฉพาะปลาดุกบิ๊กอุย และปลาดุกเทศ)
-
เป็นปลาที่กินเศษอาหารและอินทรียวัตถุจากพื้นบ่อ
-
ไม่กินไข่ผำโดยตรง
-
-
ปลากระดี่ (ปลากระดี่หม้อ, ปลากระดี่ทอง)
-
เป็นปลาที่ช่วยกำจัดแมลงและแพลงก์ตอน
-
ไม่รบกวนไข่ผำ
-
-
กุ้งฝอย
-
เป็นสัตว์น้ำที่ช่วยกินตะไคร่น้ำและอินทรียวัตถุ
-
ไม่ทำลายไข่ผำ
-
ปลาที่ไม่ควรเลี้ยงในบ่อไข่ผำ
-
ปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาสลิด ปลาตะเพียนทอง (อาจกินไข่ผำและราก)
-
ปลากินทุกอย่าง เช่น ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาตะโกก (อาจขุดพื้นบ่อและทำลายระบบนิเวศ)
เคล็ดลับในการเลี้ยงปลาในบ่อไข่ผำ
-
ควรมีระบบแยกโซน เช่น มีพื้นที่ให้ไข่ผำเติบโตโดยไม่มีปลา
-
ให้อาหารปลาเพียงพอ เพื่อลดโอกาสที่ปลาจะเริ่มกินไข่ผำ
-
รักษาคุณภาพน้ำให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี
หากต้องการเลี้ยงปลาในบ่อไข่ผำ ควรเลือกปลาที่มีนิสัยไม่รบกวนพืชน้ำ และสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล 😊
3.) ดอกจอกรวม 2 คลิป
ดอกจอก (Pistia stratiotes) ซึ่งเป็นพืชน้ำลอยน้ำที่พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำจืด
วงจรชีวิตและการปลูกดอกจอก
วงจรชีวิต: ดอกจอกเป็นพืชน้ำลอยน้ำที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ขยายพันธุ์ได้ทั้งทางเมล็ดและการแตกหน่อจากต้นแม่ สามารถเจริญเติบโตได้ตลอดปีในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
การปลูก: การปลูกดอกจอกสามารถทำได้โดยการนำต้นหรือหน่อมาปล่อยลงในแหล่งน้ำที่ต้องการ เนื่องจากดอกจอกเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ควรควบคุมการเจริญเติบโตเพื่อไม่ให้กลายเป็นวัชพืชที่รบกวนระบบนิเวศ
ช่วงเวลาปลูก: ดอกจอกสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์
1. คุณประโยชน์ของดอกจอก
-
ปรับปรุงคุณภาพน้ำ: ดอกจอกสามารถดูดซับสารอาหารส่วนเกิน เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส จากน้ำ ช่วยลดปัญหาน้ำเน่าเสีย
-
เป็นอาหารสัตว์: ใบและลำต้นของดอกจอกสามารถใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น หมู และเป็ด
-
ใช้ในการป้องกันวัชพืชน้ำอื่น ๆ: ดอกจอกสามารถปกคลุมผิวน้ำ ช่วยลดการเจริญเติบโตของสาหร่ายและวัชพืชน้ำอื่น ๆ
2. การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม
แม้ว่าดอกจอกจะมีคุณประโยชน์หลายด้าน แต่ในภาคอุตสาหกรรมยังไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เนื่องจากการควบคุมการเจริญเติบโตและการจัดการยังเป็นปัญหา
3. การดูแลและการใส่ปุ๋ย
-
การใส่ปุ๋ย: ดอกจอกสามารถเจริญเติบโตได้ดีในน้ำที่มีสารอาหารสูง แต่ควรหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม เนื่องจากอาจทำให้ดอกจอกเจริญเติบโตมากเกินไปและกลายเป็นปัญหา
-
การควบคุมการเจริญเติบโต: ควรมีการเก็บเกี่ยวหรือกำจัดดอกจอกเป็นระยะ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายมากเกินไป
4. ความสำคัญของน้ำ
ดอกจอกต้องการน้ำที่มีคุณภาพดีและมีสารอาหารเพียงพอ แต่ควรระวังไม่ให้น้ำมีสารอาหารมากเกินไป เนื่องจากจะทำให้ดอกจอกเจริญเติบโตมากเกินไปและกลายเป็นปัญหา
5. ศัตรูของดอกจอกและการควบคุม
ศัตรูหลักของดอกจอก ได้แก่ แมลงและสัตว์น้ำบางชนิด การควบคุมสามารถทำได้โดยการใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การใช้ปลาเพื่อควบคุมแมลง แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเพื่อป้องกันการปนเปื้อนในน้ำ
6. การเลี้ยงปลาร่วมกับดอกจอก
การเลี้ยงปลาร่วมกับดอกจอกควรเลือกปลาที่ไม่กินดอกจอกหรือรากของมัน เช่น ปลาหางนกยูง ปลาซิว หรือปลาตะเพียนขาว แต่ควรระวังการเจริญเติบโตของดอกจอกที่อาจปกคลุมผิวน้ำและลดปริมาณออกซิเจนในน้ำ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพืชน้ำและการจัดการแหล่งน้ำ
ศัตรูของดอกจอก และวิธีควบคุมโดยไม่ใช้สารเคมี
1. แมลงศัตรูของดอกจอก
-
หนอนใบผัก (Spodoptera litura)
-
กัดกินใบและทำให้ใบแหว่ง ส่งผลให้ดอกจอกเติบโตช้าลง
-
การควบคุมแบบธรรมชาติ:
-
ใช้ แตนเบียนไข่ (Trichogramma spp.) เพื่อควบคุมการแพร่พันธุ์ของหนอน
-
ใช้ สารสกัดสะเดา หรือ สารสกัดพริก+กระเทียม+ขิง ฉีดพ่นเพื่อไล่แมลง
-
-
-
เพลี้ยอ่อน (Aphids spp.)
-
ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้ใบเหี่ยวเฉา
-
การควบคุมแบบธรรมชาติ:
-
ใช้ เต่าทอง (Ladybug, Coccinellidae) ซึ่งเป็นแมลงกินเพลี้ยอ่อนตามธรรมชาติ
-
ใช้ สารสกัดสะเดา หรือ น้ำหมักใบยูคาลิปตัส ฉีดพ่น
-
-
-
ด้วงน้ำ (Galerucella spp.)
-
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกัดกินใบดอกจอกจนเกิดรูพรุน
-
การควบคุมแบบธรรมชาติ:
-
ใช้ เป็ดเทศ (Muscovy duck) ปล่อยให้ช่วยกินตัวอ่อนของด้วงน้ำ
-
-
2. สัตว์น้ำที่เป็นศัตรูของดอกจอก
-
หอยเชอรี่ (Pomacea canaliculata)
-
กัดกินใบและลำต้น ทำให้ดอกจอกเสียหาย
-
การควบคุมแบบธรรมชาติ:
-
ใช้ เป็ดเทศ หรือ เป็ดพันธุ์ไข่ ปล่อยให้กินหอย
-
ใช้ น้ำหมักใบขี้เหล็ก หรือ น้ำส้มควันไม้ หยดลงในบริเวณที่มีหอยเชอรี่
-
-
-
ปลากินพืชบางชนิด เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน
-
กินใบและรากของดอกจอก
-
การควบคุม:
-
หลีกเลี่ยงการปล่อยปลานิลหรือปลาตะเพียนร่วมกับดอกจอก
-
ถ้าจำเป็นต้องเลี้ยงปลา ควรเลือกปลาที่ไม่กินพืชน้ำ เช่น ปลาหางนกยูง หรือปลากด
-
-
3. ปลาที่ช่วยควบคุมแมลงศัตรูดอกจอก
ปลาบางชนิดสามารถช่วยลดปริมาณแมลงศัตรูพืชได้โดยการกินตัวอ่อนของแมลง เช่น
-
ปลาหางนกยูง (Poecilia reticulata) – ช่วยกินลูกน้ำยุงและแมลงน้ำ
-
ปลาซิวหนู (Rasbora spp.) – กินตัวอ่อนของเพลี้ยอ่อนและแมลงน้ำ
-
ปลากัดไทย (Betta splendens) – กินตัวอ่อนของแมลงศัตรูดอกจอก
สรุปแนวทางควบคุมศัตรูของดอกจอกแบบธรรมชาติ
✅ ใช้เป็ดเทศหรือเป็ดพันธุ์ไข่ ควบคุมหอยเชอรี่และแมลงบางชนิด
✅ ใช้แตนเบียนไข่ และแมลงเต่าทองกำจัดหนอนใบผักและเพลี้ยอ่อน
✅ ใช้สารสกัดสะเดา น้ำส้มควันไม้ และน้ำหมักสมุนไพรควบคุมแมลง
✅ ปล่อยปลาหางนกยูง ปลาซิวหนู และปลากัดไทยเพื่อควบคุมแมลงน้ำ
4.) แหนแดงรวม 13 คลิป
แหนแดง (Azolla spp.) เป็นเฟิร์นน้ำขนาดเล็กที่มีความสำคัญทางการเกษตร เนื่องจากสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินได้ การเพาะเลี้ยงแหนแดงในบ่อน้ำใหญ่สามารถทำได้โดยปฏิบัติตามขั้นตอนและคำแนะนำดังต่อไปนี้
วงจรชีวิตของแหนแดง
แหนแดงมีการขยายพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจะเกิดจากการแตกหน่อของต้นแม่ ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่าในเวลาเพียง 2.5–5.5 วัน ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม pvlo-tra.dld.go.th+1eksuwankased2001+1
อายุและเวลาเก็บเกี่ยว
แหนแดงสามารถเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม สามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกๆ 7–10 วัน โดยการเก็บเกี่ยวควรทำเมื่อแหนแดงปกคลุมผิวน้ำประมาณ 80% เพื่อป้องกันการหนาแน่นเกินไปซึ่งอาจทำให้การเจริญเติบโตช้าลง
การปลูกและช่วงเวลาที่เหมาะสม
การปลูกแหนแดงสามารถทำได้ตลอดทั้งปี แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอุณหภูมิระหว่าง 20–30 องศาเซลเซียส การปลูกควรเริ่มด้วยการเตรียมบ่อหรือแหล่งน้ำที่มีระดับน้ำตื้นประมาณ 5–10 เซนติเมตร ใส่ดินและมูลสัตว์ในอัตราส่วน 4:1 เพื่อเป็นแหล่งธาตุอาหาร จากนั้นนำแหนแดงมาปล่อยลงในบ่อ Garden & Farm
1. คุณประโยชน์ของแหนแดง
-
ปุ๋ยพืชสด: แหนแดงมีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ทำให้สามารถใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวและพืชอื่นๆ ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีYouTube+2Technology Chaoban+2eksuwankased2001+2
-
อาหารสัตว์: แหนแดงมีโปรตีนสูงและสามารถใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น หมู เป็ด และปลา
-
ปรับปรุงคุณภาพดิน: การใช้แหนแดงช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น
2. การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม
ในภาคอุตสาหกรรม แหนแดงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตปุ๋ยชีวภาพ เนื่องจากมีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนและเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเพื่อนำแหนแดงมาใช้เป็นแหล่งโปรตีนในการผลิตอาหารสัตว์
3. การดูแลและการใส่ปุ๋ย
เพื่อให้แหนแดงเจริญเติบโตได้ดี ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ลงในบ่อทุกๆ 14 วัน เพื่อเป็นธาตุอาหารสำหรับแหนแดง อย่างไรก็ตาม ควรระวังการใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากอาจทำให้น้ำเค็มและแหนแดงเหี่ยวเฉาได้ Garden & Farm
4. ความสำคัญของน้ำ
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะเลี้ยงแหนแดง ควรรักษาระดับน้ำให้ตื้นประมาณ 5–10 เซนติเมตร และควรมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ประมาณ 3.5–10 เพื่อให้แหนแดงเจริญเติบโตได้ดี Department of Agriculture
5. ศัตรูของแหนแดงและการควบคุมโดยไม่ใช้สารเคมี
-
แมลงศัตรู: หนอนและแมลงบางชนิดอาจกัดกินแหนแดง การควบคุมสามารถทำได้โดยการใช้มุ้งตาข่ายปิดปากบ่อ และหากพบว่ามีหนอนกัดกินแหนแดง ควรใช้ไส้เดือนฝอยหรือเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (BT) ในการควบคุม phichit.doae.go.th
-
สัตว์น้ำศัตรู: หอยเชอรี่และปลาบางชนิดอาจกินแหนแดง ควรหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ร่วมกับแหนแดง
6. การเลี้ยงปลาร่วมกับแหนแดง
การเลี้ยงปลาร่วมกับแหนแดงควรเลือกปลาที่ไม่กินแหนแดงหรือรากของมัน เช่น ปลาหางนกยูง ปลาซิว หรือปลากัด ซึ่งจะไม่ทำลายแหนแดงและสามารถอยู่ร่วมกันได้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้:
-
แหนแดง พืชน้ำมหัศจรรย์โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจน - กรมวิชาการเกษตร
-
แหนแดง กับ 10 เรื่องน่ารู้ก่อนเริ่มเลี้ยง - บ้านและสวน Garden&Farm
5.) ผักกระเฉด รวม 1 คลิป
ผักกระเฉด (Neptunia oleracea) เป็นพืชน้ำที่นิยมบริโภคในประเทศไทย เนื่องจากมีรสชาติอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการสูง การเพาะเลี้ยงผักกระเฉดในบ่อน้ำใหญ่สามารถทำได้โดยปฏิบัติตามขั้นตอนและคำแนะนำดังต่อไปนี้
วงจรชีวิตของผักกระเฉด
ผักกระเฉดเป็นพืชล้มลุกที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำขังหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ มีการขยายพันธุ์โดยใช้ยอดหรือกิ่งพันธุ์ ปลูกโดยการปักดำลงในดินใต้น้ำ หลังจากปลูกประมาณ 15 วัน สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้ และสามารถเก็บเกี่ยวต่อเนื่องทุกๆ 7 วัน เป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน หรือจนกว่าผักจะหมดสภาพ
การปลูกและช่วงเวลาที่เหมาะสม
การปลูกผักกระเฉดสามารถทำได้ตลอดทั้งปี แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีน้ำเพียงพอ ขั้นตอนการปลูกมีดังนี้:
-
การเตรียมบ่อปลูก:
-
ไถและคราดดินในบ่อให้ละเอียด จากนั้นปล่อยน้ำเข้าบ่อให้มีระดับน้ำลึกประมาณ 50 เซนติเมตรmuangkao.go.th+3RAK Bankerd+3RAK Bankerd+3
-
-
การปลูก:
-
นำยอดผักกระเฉดมัดเป็นกอๆ ละ 4-5 ยอด ปักดำลงในดินใต้น้ำ ลึกประมาณ 20 เซนติเมตร โดยใช้ระยะห่างระหว่างกอประมาณ 2-3 เมตรRAK Bankerd+1ปลูกผัก ผลไม้ และ เลี้ยงสัตว์+1
-
-
การดูแลรักษา:
-
ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร
-
เปลี่ยนน้ำในบ่ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาคุณภาพน้ำ
-
ช้อนแหนและวัชพืชน้ำอื่นๆ ออกจากบ่อ เพื่อป้องกันการแย่งธาตุอาหาร
-
1. คุณประโยชน์ของผักกระเฉดในทางโภชนาการ
ผักกระเฉดอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น:https://food.trueid.net
-
บำรุงสายตา: วิตามินเอช่วยในการมองเห็น
-
เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน: วิตามินซีช่วยป้องกันโรคหวัด
-
บำรุงกระดูกและฟัน: แคลเซียมและฟอสฟอรัสช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
-
ป้องกันโรคโลหิตจาง: ธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
2. การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม
ในภาคอุตสาหกรรม ผักกระเฉดสามารถนำมาใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น:
-
อุตสาหกรรมอาหาร: ใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารต่างๆ เช่น ยำผักกระเฉด แกงส้มผักกระเฉดYouTube
-
อุตสาหกรรมยาและสมุนไพร: สรรพคุณทางยาของผักกระเฉด เช่น การช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน ขับลมในกระเพาะอาหาร และแก้พิษไข้ ทำให้มีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรarit.kpru.ac.th
3. การดูแลและการใส่ปุ๋ย
เพื่อให้ผักกระเฉดมีใบและลำต้นสวยงาม ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อทดแทนธาตุอาหารที่สูญเสียไป นอกจากนี้ ควรรักษาระดับน้ำในบ่อให้เหมาะสม และเปลี่ยนน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของสารพิษ
4. ความสำคัญของน้ำ
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกผักกระเฉด ควรรักษาระดับน้ำในบ่อให้ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร น้ำควรมีคุณภาพดี ไม่มีสารพิษหรือสารเคมีตกค้าง และควรเปลี่ยนน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของสารพิษและรักษาความสดชื่นของผัก RAK Bankerd
5. ศัตรูของผักกระเฉดและการควบคุมโดยไม่ใช้สารเคมี
ศัตรูหลักของผักกระเฉด ได้แก่ แมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยอ่อน หนอนผีเสื้อ และแมลงหวี่ขาว การควบคุมโดยวิธีธรรมชาติสามารถทำได้โดย:
-
การใช้สารสกัดจากสมุนไพร: เช่น น้ำสกัดจากสะเดา หรือน้ำส้มควันไม้ ฉีดพ่นเพื่อไล่แมลง
-
การปล่อยแมลงที่เป็นศัตรูธรรมชาติ: เช่น เต่าทอง หรือแมลงช้างปีกใส เพื่อควบคุมประชากรเพลี้ยอ่อน
-
การรักษาความสะอาดของบ่อ: เก็บเศษพืชและวัชพืชน้ำ
6.) ผักบุ้งรวม 15 คลิป
การปลูกผักบุ้งในบ่อน้ำใหญ่และการเพาะเลี้ยงมีข้อควรพิจารณาหลายประการที่สำคัญ ดังนี้:
1. สายพันธุ์ของผักบุ้งที่นิยมปลูกในไทย
ผักบุ้งที่นิยมในไทยมี 2 สายพันธุ์หลักคือ:
-
ผักบุ้งจีน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea aquatica) เป็นพันธุ์ที่พบได้มากในประเทศไทย ใช้ในการประกอบอาหาร
-
ผักบุ้งไทย (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea reptans) เป็นพันธุ์ที่เติบโตในสภาพแวดล้อมน้ำ และนิยมปลูกในบ่อดินหรือน้ำ
2. วงจรชีวิตของผักบุ้ง
วงจรชีวิตของผักบุ้งจะเริ่มจากการเพาะเมล็ดจนเป็นต้นกล้า และสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะเวลา 30-45 วันหลังจากการปลูก ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการดูแลรักษา
-
การปลูก: สามารถปลูกได้ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูร้อน เนื่องจากผักบุ้งเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำ
-
การเก็บผลผลิต: สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ผักบุ้งเติบโตเร็ว
3. คุณประโยชน์ของผักบุ้งในทางโภชนาการ
ผักบุ้งมีประโยชน์ในทางโภชนาการมากมาย เช่น:
-
อุดมไปด้วยวิตามิน A, C, และเบต้าแคโรทีน
-
ช่วยบำรุงสายตาและลดอาการอักเสบ
-
ช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
4. ส่วนของผักบุ้งที่อุตสาหกรรมใช้
ในอุตสาหกรรมสามารถใช้ส่วนต่างๆ ของผักบุ้งได้หลายอย่าง เช่น:
-
ใบ: ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น สาระสำคัญในน้ำซุป หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
-
ราก: ใช้ในอุตสาหกรรมสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมความงาม
5. สิ่งที่จำเป็นในการเพาะเลี้ยงผักบุ้งให้มีใบและลำต้นสวยงาม
-
ปุ๋ยอินทรีย์: เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ให้ธาตุอาหารเสริม
-
แสงแดด: ควรปลูกในที่ที่มีแสงแดดเพียงพอแต่ไม่แรงจนเกินไป
-
การควบคุมสภาพน้ำ: การรักษาระดับน้ำและคุณภาพน้ำที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ
6. น้ำและการใช้น้ำในการปลูกผักบุ้ง
น้ำมีความสำคัญมากในการปลูกผักบุ้ง เนื่องจากผักบุ้งเป็นพืชน้ำ ดังนั้นการควบคุมปริมาณน้ำและความสะอาดของน้ำเป็นสิ่งสำคัญ ควรใช้น้ำที่ไม่มีสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนที่อาจทำให้ผักบุ้งเติบโตไม่ดี
7. ศัตรูของผักบุ้งและการกำจัด
ศัตรูหลักของผักบุ้งคือ หนอนผักบุ้ง และ แมลงกัดกินใบ วิธีการกำจัด:
-
การใช้สมุนไพร: เช่น การใช้น้ำสะเดา หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ฆ่าแมลง
-
การควบคุมทางธรรมชาติ: เช่น การใช้แมลงศัตรูธรรมชาติหรือการใช้เทคนิคทางการเกษตรแบบยั่งยืน
8. การเลี้ยงปลาในบ่อผักบุ้ง
สามารถเลี้ยงปลาในบ่อที่มีผักบุ้งได้ เช่น ปลาไน ปลาแรด หรือปลาดุก โดยต้องระวังไม่ให้ปลากินรากของผักบุ้ง เพื่อให้การเลี้ยงทั้งสองเป็นไปอย่างสมดุลและไม่ทำลายกัน
ลิงค์ที่แนะนำเพื่อศึกษาเพิ่มเติม:
-
การเพาะเลี้ยงผักบุ้ง Link 1
-
การใช้น้ำในการเกษตร Link 2
-
ศัตรูของผักบุ้งและการควบคุม Link 3
โดยรวมแล้ว การเพาะเลี้ยงผักบุ้งในบ่อหรือในระบบน้ำจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำ, สภาพแวดล้อม, และการดูแลรักษาเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี
7.) ต้นไม้ปลาตู้ รวม 21 คลิป
-
ต้นไม้น้ำที่นิยมปลูกในตู้ปลากระจก (น้ำจืดและน้ำทะเล)
น้ำจืด:
-
Anubias (อะนูเบียส)
-
Java Fern (Microsorum pteropus) (จาวาฟิร์น)
-
Amazon Sword (เอมาซอนสวอร์ด)
-
Water Wisteria (Hygrophila difformis) (วอเตอร์วิสเทอเรีย)
-
Cryptocoryne (คริปโตโคไรน์)
-
Java Moss (จาวามอส)
-
Hornwort (Ceratophyllum demersum) (ฮอร์นวอต)
-
Rotala (โรทาลา)
-
Vallisneria (วาลลิสเนเรีย)
-
Ludwigia (ลุดวิเกีย)
น้ำทะเล:
-
Caulerpa (เคาลีร์ปา)
-
Seagrass (Zostera marina) (หญ้าทะเล)
-
Halimeda (ฮาลีเมดา)
-
Chaetomorpha (เชทโตโมร์ฟา)
-
Gracilaria (กราซิลาเรีย)
-
Codium (โคดิอัม)
-
Red Algae (Rhodophyta) (สาหร่ายแดง)
-
Green Algae (Chlorophyta) (สาหร่ายเขียว)
-
Eelgrass (Zostera sp.) (หญ้าหางงูทะเล)
-
Mangrove Seedlings (ต้นกล้ามะพร้าวทะเล)
-
-
ข้อแนะนำในการเพาะเลี้ยงต้นไม้น้ำให้เป็นที่นิยมและตอบสนองตลาด:
-
เลือกพันธุ์ที่มีความเหมาะสม: ควรเลือกพันธุ์ต้นไม้น้ำที่ทนทานต่อการเลี้ยงในตู้ปลา เช่น อะนูเบียส จาวาฟิร์น หรืออเมซอนสวอร์ด ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาด เนื่องจากการดูแลไม่ยุ่งยากและมีอายุยืน
-
การบำรุงรักษา: ต้องมีการดูแลและให้แสงที่เพียงพอให้ต้นไม้เติบโตดี เช่น การใช้หลอดไฟที่มีอุณหภูมิและแสงที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชน้ำ
-
คุณภาพน้ำ: ควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเคร่งครัด การเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอและการใช้ตัวกรองน้ำเพื่อช่วยรักษาความสะอาดของน้ำ
-
การใช้ปุ๋ย: ใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมและไม่เกินความต้องการของพืช เพื่อป้องกันการเกิดอัลจี (สาหร่าย) ที่จะรบกวนการเจริญเติบโตของพืช
-
ตลาดและการขาย: เน้นการขายต้นไม้ที่สวยงามและมีคุณภาพสูง เช่น การทำบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของต้นไม้
-
เรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์: การศึกษาคู่มือหรือแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงต้นไม้น้ำและเทคนิคต่างๆ จะช่วยในการทำให้ต้นไม้ของคุณมีคุณภาพที่ดีและเป็นที่ยอมรับ
-
การขยายพันธุ์: การทำการขยายพันธุ์ในปริมาณที่เพียงพอและมีคุณภาพจะทำให้ต้นไม้มีความหลากหลายและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อศึกษาความรู้ในเรื่องนี้:
-
Aquarium Plants Care Guide
-
8.) ต้นไม้ไม่ใช้แสงแดด รวม 15 คลิป เพื่อเตรียมไว้เผื่อมีสงครามปรากฏ
-
ต้นไม้ที่ไม่ใช้แสงแดด (หรือทนแสงน้อย) ที่นิยมปลูกและจำหน่ายในต่างประเทศ
(จากนิยมมากสุดไปหาน้อย):-
Snake Plant (Sansevieria) (ต้นงู)
-
ZZ Plant (Zamioculcas zamiifolia) (ซามิโอคัลคัส)
-
Pothos (Epipremnum aureum) (โพธอส)
-
Peace Lily (Spathiphyllum) (พิซลิลี่)
-
Spider Plant (Chlorophytum comosum) (สไปเดอร์พลานต์)
-
Philodendron (ฟิโลเดนดรอน)
-
Cast Iron Plant (Aspidistra elatior) (แคสต์ไอรอนพลานต์)
-
Chinese Evergreen (Aglaonema) (จีนีซีเวอร์กรีน)
-
Calathea (คาลาเธีย)
-
Dracaena (ดราคีนา)
-
Ferns (หลายชนิด เช่น Boston Fern, Asparagus Fern) (เฟิร์น)
-
Aloe Vera (อะโลเวรา)
-
Begonia (เบโกเนีย)
-
Bamboo Palm (Chamaedorea) (ปาล์มไม้ไผ่)
-
Creeping Jenny (Lysimachia nummularia) (คริปปิ้งเจนนี่)
-
-
ข้อแนะนำในการเพาะเลี้ยงต้นไม้ที่ไม่ใช้แสงแดดให้เป็นที่นิยมและตอบสนองตลาด:
-
เลือกพันธุ์ที่ทนแสงน้อย: การเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะสามารถเจริญเติบโตในสภาพแสงน้อยเป็นสิ่งสำคัญ เช่น พันธุ์ต้นไม้ที่มีใบเขียวเข้ม เช่น ซานเซเวียเรีย หรือโพธอส เพราะต้นไม้เหล่านี้ไม่ต้องการแสงแดดโดยตรง แต่ยังคงสามารถเติบโตได้ดี
-
การดูแลรักษาง่าย: ตลาดสำหรับต้นไม้ที่ไม่ใช้แสงแดดมักมองหาต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่ายและทนทาน เช่น ไม่ต้องรดน้ำบ่อยหรือไม่ต้องการการตัดแต่งมากนัก
-
การจัดบรรจุภัณฑ์: การขายต้นไม้ในกระถางที่มีการออกแบบน่าสนใจหรือกระถางที่สามารถตกแต่งได้ จะช่วยให้ต้นไม้เหล่านี้น่าสนใจยิ่งขึ้น
-
การโฆษณา: เน้นจุดเด่นของต้นไม้ เช่น การทนทานต่อการอยู่ในที่ร่ม หรือสามารถเพิ่มความสดชื่นในบ้านหรือออฟฟิศได้
-
การศึกษาความต้องการตลาด: ตรวจสอบความนิยมในตลาดต่างประเทศเพื่อเลือกต้นไม้ที่มีความต้องการสูง รวมถึงเข้าใจแนวโน้มของตลาด เช่น ความนิยมในการตกแต่งบ้าน หรือในสำนักงาน
-
การขยายพันธุ์: สามารถใช้วิธีการขยายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น การตัดกิ่งหรือการแบ่งต้น เพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้และลดต้นทุนในการผลิต
-
การให้ความรู้แก่ลูกค้า: ให้คำแนะนำในการดูแลรักษา เช่น ความเหมาะสมของที่ตั้งต้นไม้ในบ้าน และวิธีการให้น้ำและการดูแลในสภาพแสงน้อย
-
-
ประเทศที่นำเข้าต้นไม้ที่ไม่ใช้แสงแดดเข้าประเทศ (เรียงจากมากไปหาน้อย):
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
สหราชอาณาจักร (UK)
-
เยอรมนี (Germany)
-
เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
-
แคนาดา (Canada)
-
ฝรั่งเศส (France)
-
ออสเตรเลีย (Australia)
-
สวีเดน (Sweden)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
สิงคโปร์ (Singapore)
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อศึกษาความรู้ในเรื่องนี้:
-
Farming and Horticulture Trade Data - United States
-
Australian Plant Importation Guidelines
-
9.) ผัก และ ผลไม้ เพื่อการบริโภคที่เพาะปลูกโดยไม่ใช้แสงแดด หรือ ทนแสงน้อย รวม 15 คลิป เพื่อเตรียมไว้เผื่อมีสงครามปรากฏ
-
ผักและผลไม้ที่เพาะปลูกในที่ร่มหรือทนแสงน้อยที่นิยมในต่างประเทศ (จากนิยมมากสุดไปหาน้อย)
ผัก:
-
Spinach (ผักโขม)
-
Lettuce (ผักกาดหอม)
-
Kale (คะน้า)
-
Arugula (รูกล่า)
-
Swiss Chard (สวิสชาร์ด)
-
Herbs (เช่น โหระพา, ผักชีฝรั่ง, โหระพาฮอลแลนด์)
-
Mint (สะระแหน่)
-
Coriander (ผักชี)
-
Watercress (ผักบุ้งน้ำ)
-
Mustard Greens (ผักมัสตาร์ด)
ผลไม้:
-
Strawberry (สตรอว์เบอร์รี่)
-
Blueberry (บลูเบอร์รี่)
-
Tomato (มะเขือเทศ)
-
Herbs like Basil (โหระพา)
-
Lemon (มะนาว)
-
Avocado (อะโวคาโด)
-
Peach (พีช)
-
Apple (แอปเปิ้ล)
-
Papaya (มะละกอ)
-
Raspberry (ราสป์เบอรี่)
-
-
ข้อแนะนำในการเพาะเลี้ยงผักและผลไม้ที่ไม่ใช้แสงแดดหรือทนแสงน้อยให้เป็นที่นิยมและตอบสนองตลาดในไทยและต่างประเทศ:
-
เลือกพันธุ์ที่เหมาะสม: ควรเลือกพันธุ์ที่ทนแสงน้อยและสามารถเจริญเติบโตในสภาพแสงน้อย เช่น ผักใบเขียวเช่นผักโขม หรือผักที่ไม่ต้องการแสงแดดโดยตรง เช่น สตรอว์เบอร์รี่พันธุ์เฉพาะที่ทนแสงน้อย
-
การใช้อุปกรณ์ช่วยในการปลูก: ใช้ระบบการปลูกในโรงเรือนหรือการปลูกในระบบไฮโดรโพนิกส์ (Hydroponics) ซึ่งเหมาะสมกับการปลูกผักและผลไม้ในพื้นที่แสงน้อย โดยไม่ต้องอาศัยแสงแดดโดยตรง
-
การจัดการน้ำ: ผักและผลไม้ที่ปลูกในที่ร่มต้องการการควบคุมระบบน้ำที่ดี เช่น การใช้ระบบน้ำหยด หรือการให้น้ำตามต้องการ
-
การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น: ควรรักษาอุณหภูมิในระดับที่เหมาะสม และการควบคุมความชื้นในพื้นที่ปลูกให้เหมาะสมกับแต่ละชนิด
-
การโฆษณาและการตลาด: ควรเน้นการโปรโมทผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเจริญเติบโตที่ไม่ต้องการแสงแดด ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่ที่มีการจำกัดแสงแดดหรือพื้นที่ในเมืองที่คับแคบ
-
การขยายพันธุ์และการตลาด: ใช้วิธีขยายพันธุ์ที่ง่าย เช่น การเพาะเมล็ด หรือการตัดยอด และเน้นการขายในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ตลาดเมือง หรือกลุ่มที่สนใจการปลูกในบ้าน
-
-
ประเทศที่นำเข้าผักและผลไม้ที่ไม่ใช้แสงแดดหรือทนแสงน้อยเข้าประเทศ (เรียงจากมากไปหาน้อย):
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
สหราชอาณาจักร (UK)
-
เยอรมนี (Germany)
-
แคนาดา (Canada)
-
ฝรั่งเศส (France)
-
เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
-
ออสเตรเลีย (Australia)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
สวีเดน (Sweden)
-
สิงคโปร์ (Singapore)
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อศึกษาความรู้ในเรื่องนี้:
-
Farming and Horticulture Trade Data - United States
-
Australian Plant Importation Guidelines
-
10.) ผัก และ ผลไม้ ที่ปลูกโดยไม่ใช้ดิน รวม 15 คลิป เพื่อเตรียมไว้เผื่อมีสงครามปรากฏ
1. ผักและผลไม้ที่ปลูกโดยไม่ใช้ดิน (Hydroponics, Aeroponics, หรือ Aquaponics) ที่นิยมในต่างประเทศ
การปลูกผักและผลไม้โดยไม่ใช้ดิน (หรือการปลูกในระบบที่ไม่ใช้ดิน) เป็นวิธีที่มีการใช้ในหลายประเทศ เนื่องจากสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถปลูกได้ในพื้นที่จำกัด เช่น อาคารสูง หรือในที่ที่ไม่มีดินปลูกได้
วิธีการปลูก:
-
Hydroponics: ระบบการปลูกที่ใช้สารละลายธาตุอาหารแทนดิน โดยพืชจะเจริญเติบโตในน้ำที่มีสารอาหาร
-
Aeroponics: ระบบที่พืชเจริญเติบโตในอากาศ โดยรากของพืชจะได้รับสารอาหารจากละอองน้ำที่พ่นขึ้น
-
Aquaponics: ระบบที่รวมระหว่างการเพาะปลูกพืชและการเลี้ยงปลา โดยใช้ระบบน้ำที่หมุนเวียนจากปลาไปยังพืชเพื่อให้สารอาหาร
ผักและผลไม้ที่นิยมปลูกในระบบนี้ ได้แก่:
-
Lettuce (ผักกาดหอม)
-
Spinach (ผักโขม)
-
Tomato (มะเขือเทศ)
-
Cucumber (แตงกวา)
-
Herbs (เช่น โหระพา, ผักชีฝรั่ง)
-
Strawberries (สตรอว์เบอร์รี่)
-
Kale (คะน้า)
-
Radishes (หัวไชเท้า)
-
Peppers (พริก)
-
Microgreens (ผักใบเล็ก ๆ เช่น ถั่วงอก, บล็อกโคลี)
2. ข้อแนะนำในการเพาะเลี้ยงผักและผลไม้โดยไม่ใช้ดินเพื่อความนิยมและตอบสนองตลาดในไทยและต่างประเทศ:
-
การควบคุมคุณภาพน้ำและสารอาหาร: ระบบที่ปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน เช่น Hydroponics หรือ Aquaponics ต้องการการควบคุมคุณภาพน้ำและสารอาหารอย่างเข้มงวด เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ดี การเลือกใช้น้ำที่มีแร่ธาตุและสารอาหารครบถ้วนจะช่วยให้พืชเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
-
การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม: ควรเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับระบบที่ปลูก เช่น ผักกาดหอมหรือสตรอว์เบอร์รี่ ซึ่งเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในระบบ Hydroponics หรือ Aquaponics
-
เทคโนโลยีการปลูก: ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอัตโนมัติ หรือการใช้แสง LED เพื่อเสริมการเจริญเติบโตในพื้นที่ที่ขาดแสงธรรมชาติ
-
การตลาดและการประชาสัมพันธ์: เน้นจุดเด่นของการปลูกโดยไม่ใช้ดิน ซึ่งเป็นวิธีการที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การโปรโมทการปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมีและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค
-
การส่งออกและการขยายตลาด: คำนึงถึงความต้องการในตลาดต่างประเทศที่มีความสนใจในการเกษตรที่สะอาดและมีประสิทธิภาพ เช่น ตลาดในสหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป, หรือญี่ปุ่น
3. ประเทศที่นำเข้าผักและผลไม้ที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินเข้าประเทศ (เรียงจากมากไปหาน้อย):
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
สหราชอาณาจักร (UK)
-
เยอรมนี (Germany)
-
เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
สวีเดน (Sweden)
-
ออสเตรเลีย (Australia)
-
แคนาดา (Canada)
-
ฝรั่งเศส (France)
-
สิงคโปร์ (Singapore)
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อศึกษาความรู้ในเรื่องนี้:
-
USDA - Hydroponics and Aquaponics Guidelines
สัตว์น้ำเพื่อจำหน่าย
1.)กุ้งก้ามแดง กุ้งพระราชทาน รวม 12 คลิป
การเลี้ยงกุ้งแก้มแดงในบ่อน้ำจืดในไทย
กุ้งแก้มแดง (Pandalus latipes) เป็นกุ้งที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงในประเทศไทย โดยมีความเหมาะสมในการเลี้ยงในบ่อน้ำจืดและได้รับการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
1) สายพันธุ์ของกุ้งแก้มแดง
ในประเทศไทยกุ้งแก้มแดงที่นิยมเลี้ยง ได้แก่:
-
กุ้งแก้มแดง (Pandalus latipes)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Red-cheeked shrimp หรือ Red-legged shrimp
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: "Red-cheeked shrimp" หรือ "Red-legged shrimp"
-
2) วงจรชีวิตและการดูแล
-
วงจรชีวิต: กุ้งแก้มแดงมีวงจรชีวิตที่ใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือนในการเลี้ยงจนสามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยระยะการเติบโตมีความเร็วขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและคุณภาพน้ำ
-
อายุสูงสุด: กุ้งแก้มแดงสามารถมีอายุได้สูงสุดประมาณ 1-2 ปี แต่ในการเลี้ยงจะมีการเก็บเกี่ยวหลังจากประมาณ 6-12 เดือน
-
การให้อาหาร: กุ้งแก้มแดงเป็นกุ้งที่กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น การให้อาหารสำเร็จรูปที่มีโปรตีนสูง หรือสามารถเสริมด้วยพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักตบชวา, หญ้าทะเล, หรือหอยตัวเล็ก
-
การผสมพันธุ์: การผสมพันธุ์จะเกิดขึ้นในแหล่งน้ำที่มีความเค็มและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สำหรับกุ้งแก้มแดงนั้นจะมีการผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนในแหล่งน้ำที่มีสภาพเค็มอ่อน
-
สาเหตุที่ทำให้กุ้งตาย: กุ้งอาจตายจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความเค็มของน้ำ, การขาดออกซิเจนในน้ำ, หรือการติดเชื้อจากโรคต่างๆ
-
กุ้งแก้มแดงไม่สมบูรณ์: กุ้งที่ไม่สมบูรณ์อาจเกิดจากการขาดสารอาหาร, การปนเปื้อนของน้ำหรือการติดเชื้อจากไวรัสหรือแบคทีเรีย
-
โรคที่พบในกุ้งแก้มแดง: โรคที่พบบ่อย ได้แก่ โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย, โรคจากปรสิต, หรือไวรัส เช่น WSSV (White Spot Syndrome Virus)
-
การควบคุมโรค: การควบคุมโรคสามารถทำได้โดยการรักษาคุณภาพน้ำ, การใช้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ, และการตรวจสอบแหล่งเลี้ยงเพื่อป้องกันการระบาดของโรค
-
อายุที่พร้อมจำหน่าย: กุ้งแก้มแดงจะพร้อมจำหน่ายเมื่อมีขนาดประมาณ 10-20 กรัม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน
-
พืชที่กุ้งแก้มแดงกินได้: กุ้งสามารถกินพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง, ผักตบชวา, หญ้าทะเล, หรือพืชน้ำอื่นๆ ที่มีโปรตีนสูง
3) กุ้งแก้มแดงที่นิยมในตลาดต่างประเทศ
จากการเลี้ยงและจำหน่ายในไทย กุ้งแก้มแดงได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ โดยประเทศที่นิยมมากที่สุดจากอันดับสูงไปต่ำ ได้แก่:
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
สหภาพยุโรป (EU)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
เกาหลีใต้ (South Korea)
-
ฮ่องกง (Hong Kong)
-
จีน (China)
-
สิงคโปร์ (Singapore)
-
มาเลเซีย (Malaysia)
-
อินโดนีเซีย (Indonesia)
-
ไทย (Thailand) (การบริโภคภายในประเทศ)
4) ข้อแนะนำในการเพาะกุ้งแก้มแดง
-
การเลือกพันธุ์: ควรเลือกพันธุ์ที่มีคุณภาพสูงจากฟาร์มที่มีมาตรฐานการเลี้ยงและการตรวจสอบโรคอย่างสม่ำเสมอ
-
การควบคุมคุณภาพน้ำ: ควรควบคุมอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ในช่วง 28-30 องศาเซลเซียส และค่า pH ประมาณ 7.5-8.5 เพื่อให้กุ้งเติบโตได้ดี
-
อาหาร: ให้อาหารที่มีโปรตีนสูงเช่น อาหารสำเร็จรูปสำหรับกุ้งและเสริมด้วยพืชน้ำต่างๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
-
การป้องกันโรค: การควบคุมโรคสามารถทำได้โดยการทำความสะอาดบ่อเลี้ยงและการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในบ่ออย่างสม่ำเสมอ
-
การตลาดและการส่งออก: ควรศึกษาตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการสูง เช่น สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น หรือสหภาพยุโรป
5) ประเทศที่นำเข้ากุ้งแก้มแดงจากไทย (เรียงจากมากไปหาน้อย)
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
สหภาพยุโรป (EU)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
เกาหลีใต้ (South Korea)
-
ฮ่องกง (Hong Kong)
-
จีน (China)
-
สิงคโปร์ (Singapore)
-
มาเลเซีย (Malaysia)
-
อินโดนีเซีย (Indonesia)
-
ไทย (Thailand)
Link ที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม:
-
กรมประมงไทย
2.) กุ้งแม่น้ำ รวม 16 คลิป
การเลี้ยงกุ้งแม่น้ำจืดในบ่อน้ำจืดในไทย
กุ้งแม่น้ำจืด (Macrobrachium rosenbergii) เป็นกุ้งที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงในบ่อน้ำจืดในประเทศไทย โดยสามารถเลี้ยงได้ในหลายสภาพแวดล้อมและการตลาดมีความต้องการสูง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
1) สายพันธุ์ของกุ้งแม่น้ำ
ในประเทศไทยมีการเลี้ยงกุ้งแม่น้ำจืดที่นิยมมากที่สุด ได้แก่:
-
กุ้งแม่น้ำ (Macrobrachium rosenbergii) - เป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงทั้งในไทยและต่างประเทศ
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Giant river prawn หรือ Freshwater prawn
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: สำหรับตลาดต่างประเทศมักใช้ชื่อว่า "Giant River Prawn" หรือ "Freshwater Prawn"
-
2) วงจรชีวิตและการดูแล
-
วงจรชีวิต: กุ้งแม่น้ำจืดมีวงจรชีวิตที่มีความยาวประมาณ 18-24 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการดูแล
-
อายุสูงสุด: กุ้งแม่น้ำสามารถมีอายุได้สูงสุดถึง 2-3 ปี แต่ในการเลี้ยงจะมีการเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 6-12 เดือน เพื่อการจำหน่าย
-
การให้อาหาร: กุ้งแม่น้ำจืดเป็นสัตว์กินทั้งพืชและสัตว์ โดยให้อาหารเชิงพาณิชย์ที่เหมาะสมกับกุ้งเช่น อาหารเม็ดที่มีโปรตีนสูง และเสริมด้วยอาหารธรรมชาติ เช่น ผักตบชวา, หญ้าทะเล, หอย หรือปลาตัวเล็ก
-
การผสมพันธุ์: การผสมพันธุ์ของกุ้งแม่น้ำเกิดในน้ำกร่อยหรือในแหล่งน้ำที่มีความเค็มเล็กน้อย ซึ่งการผสมพันธุ์จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน
-
สาเหตุที่ทำให้กุ้งตาย: กุ้งอาจตายจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว, ความเค็มของน้ำไม่เหมาะสม, หรือการขาดออกซิเจนในน้ำ
-
กุ้งแม่น้ำไม่สมบูรณ์: กุ้งที่ไม่สมบูรณ์อาจเกิดจากการขาดสารอาหาร, การติดเชื้อ, หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
-
โรคที่พบในกุ้งแม่น้ำ: โรคที่พบได้บ่อย เช่น โรคจากเชื้อแบคทีเรีย, โรคที่เกิดจากปรสิต, และโรคจากเชื้อไวรัส เช่น WSSV (White Spot Syndrome Virus)
-
การควบคุมโรค: การควบคุมโรคสามารถทำได้โดยการรักษาคุณภาพน้ำให้ดี, การใช้ยาปฏิชีวนะ, และการควบคุมการระบาดของเชื้อโรคในแหล่งเลี้ยง
-
อายุที่พร้อมจำหน่าย: กุ้งแม่น้ำพร้อมจำหน่ายเมื่อมีขนาดประมาณ 15-20 กรัม ซึ่งต้องใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโต
-
พืชที่กุ้งแม่น้ำกินได้: กุ้งสามารถกินพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง, ผักตบชวา, หญ้าทะเล หรือพืชน้ำอื่นๆ ที่มีโปรตีนสูง
3) กุ้งแม่น้ำที่นิยมในตลาดต่างประเทศ
กุ้งแม่น้ำจากไทยมีความนิยมสูงในหลายประเทศ โดยประเทศที่นิยมมากที่สุดจากอันดับสูงไปต่ำ ได้แก่:
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
สหภาพยุโรป (EU)
-
ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia)
-
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
เกาหลีใต้ (South Korea)
-
ฮ่องกง (Hong Kong)
-
จีน (China)
-
มาเลเซีย (Malaysia)
-
กัมพูชา (Cambodia)
4) ข้อแนะนำในการเพาะกุ้งแม่น้ำ
-
การเลือกพันธุ์: ควรเลือกพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและทนทานต่อโรค เช่น กุ้งที่มาจากฟาร์มที่มีมาตรฐานการเลี้ยงและมีการตรวจสอบโรค
-
การควบคุมคุณภาพน้ำ: ควรควบคุมอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ที่ 28-30 องศาเซลเซียส และควรมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 7.5-8.5
-
อาหาร: ใช้อาหารที่มีโปรตีนสูงและสามารถให้เสริมพืชน้ำที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
-
การป้องกันโรค: การใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารฆ่าเชื้อในกรณีที่เกิดโรคควรทำอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการดื้อยา
-
การตลาดและการส่งออก: ศึกษาตลาดและการส่งออกที่มีความต้องการสูง เช่น สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, หรือสหภาพยุโรป
5) ประเทศที่นำเข้ากุ้งแม่น้ำจากไทย (เรียงจากมากไปหาน้อย)
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
สหภาพยุโรป (EU)
-
ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia)
-
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
เกาหลีใต้ (South Korea)
-
ฮ่องกง (Hong Kong)
-
จีน (China)
-
มาเลเซีย (Malaysia)
-
กัมพูชา (Cambodia)
Link ที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม:
-
กรมประมงไทย
3.) ปลาตู้ ฟาร์ม M3 เพาะเลี้ยงเพื่อประดับโครงการ และ จำหน่าย รวม 11 คลิป
การเลี้ยงปลาตู้กระจกสวยงามในไทย
การเลี้ยงปลาตู้กระจกสวยงามในไทยมีความนิยมมาก เนื่องจากหลายสายพันธุ์มีความสวยงามและดูแลรักษาง่าย จึงทำให้เป็นที่นิยมทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ
1) สายพันธุ์ของปลาตู้กระจกสวยงามในไทย (ยอดนิยม 10 สายพันธุ์)
-
ปลาทอง (Goldfish)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Goldfish
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Goldfish, Carassius auratus
-
-
ปลากระดี่ (Betta Fish)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Betta Fish, Siamese Fighting Fish
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Betta, Betta splendens
-
-
ปลาหมอสี (Cichlid)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Cichlids
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Cichlids
-
-
ปลาทับทิม (Koi Fish)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Koi Fish
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Koi, Nishikigoi
-
-
ปลาดุก (Catfish)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Catfish
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Catfish
-
-
ปลาปอมปาดูร์ (Pompadour Fish)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Pompadour Fish
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Pompadour Fish
-
-
ปลากะพง (Guppy Fish)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Guppy Fish
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Guppy, Poecilia reticulata
-
-
ปลาหางนกยูง (Platies)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Platies
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Platies, Xiphophorus maculatus
-
-
ปลาซาร์ดีน (Neon Tetra)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Neon Tetra
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Neon Tetra, Paracheirodon innesi
-
-
ปลาช่อน (Angelfish)
-
ชื่อภาษาอังกฤษ: Angelfish
-
ชื่อภาษาต่างประเทศ: Angelfish, Pterophyllum scalare
-
2) วงจรชีวิตและการดูแลปลาตู้สวยงาม
-
วงจรชีวิต:
-
ปลาตู้สวยงามแต่ละชนิดมีวงจรชีวิตที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1-5 ปีในการเติบโต
-
ตัวอย่างเช่น ปลาทองอาจมีอายุยาวถึง 20 ปีหากเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่ดี
-
-
อายุสูงสุด:
-
ปลาทองสามารถอายุสูงสุดได้ถึง 20 ปี
-
ปลากระดี่หรือเบตต้าในบางกรณีอายุได้ประมาณ 3-5 ปี
-
ปลาหมอสีอายุเฉลี่ย 6-10 ปี
-
-
การให้อาหาร:
-
ปลาตู้สวยงามส่วนใหญ่จะกินอาหารประเภทแห้ง เช่น ฟลาคส์หรือเม็ดอาหารปลา
-
สามารถเสริมด้วยอาหารสด เช่น ไรทะเลหรือหนอนแดง
-
ต้องคำนึงถึงความหลากหลายของอาหารเพื่อให้ปลามีสุขภาพที่ดี
-
-
การผสมพันธุ์:
-
การผสมพันธุ์ของปลาในตู้กระจกส่วนใหญ่จะทำได้ในสภาพแวดล้อมที่มีความสงบสุขและน้ำที่มีคุณภาพดี
-
ควรสังเกตพฤติกรรมของปลาเพื่อดูสัญญาณการเตรียมผสมพันธุ์ เช่น การสร้างรังหรือการเลือกคู่
-
-
สาเหตุที่ทำให้ปลาตาย:
-
การตายของปลาตู้สวยงามอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น คุณภาพน้ำที่ไม่ดี (pH ต่ำหรือสูงเกินไป), อุณหภูมิที่ผิดปกติ, การปนเปื้อนจากสารเคมี, หรือโรคจากเชื้อแบคทีเรียและปรสิต
-
-
ปลาไม่สมบูรณ์:
-
ปลาที่ไม่สมบูรณ์มักเกิดจากการเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น น้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว, อาหารที่ไม่เหมาะสม, หรือการติดต่อกับโรค
-
-
โรคที่พบในปลาตู้สวยงาม:
-
โรคที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเกล็ดพอง, การติดเชื้อแบคทีเรีย (เช่น Fin rot), โรคจากปรสิต (เช่น Ich), หรือโรคจากเชื้อไวรัส (เช่น Lymphocystis)
-
การควบคุมโรคสามารถทำได้โดยการตรวจสอบและรักษาคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และการแยกปลาที่ป่วยออกจากตู้
-
3) ปลาตู้สวยงามที่นิยมในต่างประเทศ
ปลาที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่:
-
ปลาทอง (Goldfish)
-
ปลากระดี่ (Betta Fish)
-
ปลาหมอสี (Cichlids)
-
ปลาทับทิม (Koi Fish)
-
ปลากะพง (Guppy Fish)
-
ปลาช่อน (Angelfish)
-
ปลาซาร์ดีน (Neon Tetra)
-
ปลาปอมปาดูร์ (Pompadour Fish)
-
ปลาหางนกยูง (Platies)
-
ปลาหมู่น้ำ (Gold Gourami)
4) ข้อแนะนำในการเพาะปลาตู้สวยงาม
-
การเลือกพันธุ์: ควรเลือกพันธุ์ปลาที่มีสุขภาพดีจากแหล่งที่เชื่อถือได้
-
การควบคุมคุณภาพน้ำ: ควรตรวจสอบคุณภาพน้ำในตู้ปลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น ความเป็นกรด-ด่าง (pH), ความสะอาดของน้ำ, และอุณหภูมิ
-
อาหาร: ควรให้อาหารที่มีโปรตีนและสารอาหารที่สมดุลตามชนิดของปลา
-
การควบคุมโรค: ตรวจสอบปลาอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการระบาดของโรค และใช้ยาในการรักษาอย่างเหมาะสม
5) ประเทศที่นำเข้าปลาตู้สวยงามจากไทย
ประเทศที่นำเข้าปลาตู้สวยงามจากไทย (เรียงจากมากไปน้อย):
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
สหราชอาณาจักร (UK)
-
เยอรมนี (Germany)
-
ฝรั่งเศส (France)
-
อิตาลี (Italy)
-
ออสเตรเลีย (Australia)
-
ฮ่องกง (Hong Kong)
-
จีน (China)
-
สิงคโปร์ (Singapore)
Link ที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม:
-
กรมประมงไทย
4.) ปลาเงินปลาทอง ฟาร์ม เกษตรอินทรีย์ M3 บางบาล เพาะเลี้ยงเพื่อประดับโครงการ และ จำหน่าย รวม 21 คลิป
1. การเลี้ยงปลาเงินปลาทองไทย
สายพันธุ์ของปลาเงินปลาทองไทย
-
ปลาเงินปลาทองไทย (Goldfish) เป็นที่รู้จักในตลาดไทยและต่างประเทศ และมีหลากหลายสายพันธุ์ที่มีลักษณะและความนิยมแตกต่างกัน เช่น
-
ปลาทองพันธุ์หางยาว (Fancy Goldfish)
-
ปลาทองพันธุ์หัวโหนก (Lionhead Goldfish)
-
ปลาทองพันธุ์หางฟู (Veiltail Goldfish)
-
ปลาทองพันธุ์ดอกบัว (Ranchu Goldfish)
-
ปลาทองพันธุ์หัวแชมป์ (Oranda Goldfish)
-
วงจรชีวิตและอายุสูงสุด
-
วงจรชีวิต: ปลาเงินปลาทองมีวงจรชีวิตที่ยาวนานหากเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม โดยส่วนใหญ่จะเริ่มเติบโตจากไข่เป็นตัวอ่อน, พัฒนาเป็นปลาหนุ่ม, และเติบโตเต็มที่จนถึงวัยผู้ใหญ่
-
อายุสูงสุด: อายุของปลาเงินปลาทองในธรรมชาติหรือการเลี้ยงในที่เหมาะสมสามารถมีอายุได้ถึง 15-20 ปี บางตัวอาจมีอายุยาวถึง 30 ปีหรือมากกว่านั้น
การให้อาหารและการผสมพันธุ์
-
การให้อาหาร: ควรให้อาหารที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับสายพันธุ์ปลา เช่น อาหารที่มีโปรตีนสูงสำหรับการเจริญเติบโต อาหารเม็ดสำหรับปลาทองที่มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุ
-
การผสมพันธุ์: การผสมพันธุ์ของปลาเงินปลาทองจะเกิดในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว ปลาหญิงจะวางไข่ในสถานที่ที่เหมาะสม เช่น พื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวของน้ำหรือสาหร่ายปลาที่เลี้ยงไว้จะช่วยในการเกาะของไข่
สาเหตุที่ทำให้ปลาตายหรือไม่สมบูรณ์
-
สาเหตุที่ทำให้ปลาตายหรือไม่สมบูรณ์อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น
-
คุณภาพน้ำไม่ดี: น้ำที่ไม่สะอาดหรือมีปริมาณออกซิเจนต่ำสามารถทำให้ปลาตายได้
-
การให้อาหารไม่เหมาะสม: การให้อาหารเกินหรือไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดโรคในปลา
-
การดูแลไม่ถูกต้อง: การดูแลไม่เหมาะสมเช่นการอุณหภูมิของน้ำที่ไม่เหมาะสมหรือการเลี้ยงในภาชนะที่แออัด
-
โรค: โรคที่มักเกิดกับปลาเงินปลาทอง ได้แก่ โรคหนอนแอพโพรซิส (Ich), โรคผิวหนังเน่า, โรคแบคทีเรีย และ โรคปรสิต
-
โรคของปลาเงินปลาทอง
-
โรคต่าง ๆ เช่น:
-
โรคปรสิต (Ichthyophthirius multifiliis): เกิดจากปรสิตที่ทำให้ปลามีจุดขาว ๆ ตามร่างกาย
-
โรคบาดแผล (Skin ulcers): เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือการบาดเจ็บ
-
โรคพยาธิ (Parasites): เกิดจากการที่ปลาได้รับการติดเชื้อจากพยาธิ
-
โรคของเหงือก (Gill disease): เกิดจากการติดเชื้อที่เหงือกทำให้การหายใจของปลาลำบาก
-
การควบคุมโรค:
-
การรักษาคือการดูแลรักษาคุณภาพน้ำให้อยู่ในสภาพที่ดี การใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสมและการใช้ยาหรือสารฆ่าเชื้อในการป้องกันโรค
2. ปลาที่นิยมในต่างประเทศจากไทย
-
ปลาทอง (Goldfish)
-
ปลาหางนกยูง (Guppy)
-
ปลาซิว (Betta Fish)
-
ปลาหมอสี (Cichlids)
-
ปลาหางนกยูงออสเตรเลีย (Molly Fish)
-
ปลาทองหัวโหนก (Lionhead Goldfish)
-
ปลานกแก้ว (Parrot Fish)
-
ปลากัด (Betta)
-
ปลาหมอสี (Oscar Fish)
-
ปลามังกร (Arowana Fish)
3. ข้อแนะนำในการเพาะเลี้ยงปลาทอง
-
การใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ: ปลาทองจำเป็นต้องใช้พื้นที่เพียงพอในการว่ายน้ำเพื่อไม่ให้ปลาติดเชื้อหรือเครียด
-
การรักษาคุณภาพน้ำ: การทำความสะอาดถังหรือบ่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ และติดตั้งเครื่องกรองน้ำเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสารพิษสะสม
-
การดูแลโรค: ควรตรวจสอบสุขภาพของปลาเป็นประจำ เพื่อตรวจสอบว่ามีอาการของโรคหรือไม่
-
การตลาด: การจำหน่ายปลาในตลาดต่างประเทศควรเน้นความสะอาดและสุขภาพที่ดีของปลาเพื่อเพิ่มมูลค่าในตลาดต่างประเทศ
แหล่งข้อมูลที่แนะนำ:
4. ประเทศที่นำเข้าปลาเงินปลาทองไทย
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
สหราชอาณาจักร (UK)
-
เยอรมนี (Germany)
-
ออสเตรเลีย (Australia)
-
แคนาดา (Canada)
-
ฝรั่งเศส (France)
-
สิงคโปร์ (Singapore)
-
ฮ่องกง (Hong Kong)
-
เกาหลีใต้ (South Korea)
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อศึกษาการนำเข้าปลาเงินปลาทอง:
-
USDA - Exporting Fish and Fish Products
-
Japan's Fisheries Import Regulations
5.) ปลาคาร์ป ฟาร์ม เกษตรอินทรีย์ M3 บางบาล เพาะเลี้ยงเพื่อประดับโครงการ และ จำหน่าย รวม 11 คลิป
1. การเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ปในไทย
สายพันธุ์ของปลาแฟนซีคาร์ป ปลาแฟนซีคาร์ป (Fancy Koi Carp) มีหลายสายพันธุ์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งได้รับความนิยมในตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ ดังนี้:
-
โคอิ คาราไซ (Kohaku)
-
คิงคิน (Kinginrin)
-
ชินซุริน (Shusui)
-
ซาชิ (Sanke)
-
คาเฮียว (Bekko)
-
มุโรตะ (Utsuri)
-
โชอา (Showa)
-
คามินะ (Asagi)
-
ซึคิวะ (Tancho)
-
โชอา คารา (Kikokuryu)
วงจรชีวิตและอายุสูงสุดของปลาแฟนซีคาร์ป
-
วงจรชีวิต: ปลาแฟนซีคาร์ปจะเริ่มจากไข่ที่ฟักออกมาเป็นตัวอ่อน, เติบโตเป็นลูกปลา และพัฒนาไปจนถึงปลาที่มีขนาดใหญ่เต็มวัย
-
อายุสูงสุด: อายุของปลาแฟนซีคาร์ปสามารถอยู่ได้ถึง 30-50 ปี ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
การให้อาหารและการผสมพันธุ์
-
การให้อาหาร: ควรให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น อาหารเม็ดที่มีวิตามินและแร่ธาตุที่เหมาะสมสำหรับปลาคาร์ป ควรแบ่งอาหารเป็นหลายมื้อและให้อาหารตามขนาดของปลา
-
การผสมพันธุ์: การผสมพันธุ์ของปลาแฟนซีคาร์ปจะเกิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งการวางไข่จะเกิดขึ้นในน้ำที่มีอุณหภูมิระหว่าง 18-22 องศาเซลเซียส
สาเหตุที่ทำให้ปลาตายและปลาไม่สมบูรณ์
-
คุณภาพน้ำไม่ดี: หากน้ำมีระดับออกซิเจนต่ำหรือปนเปื้อนสารพิษ ปลาจะมีอาการอ่อนแอและตายได้
-
การให้อาหารไม่เหมาะสม: การให้อาหารมากเกินไปหรืออาหารที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดปัญหาการย่อยอาหารหรือการเจ็บป่วย
-
โรค: ปลาที่ไม่สมบูรณ์อาจเกิดจากโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส, แบคทีเรีย หรือปรสิต
โรคที่พบบ่อยในปลาแฟนซีคาร์ป
-
โรคหนอน (Ich) - เกิดจากปรสิตที่ทำให้ปลามีจุดขาวตามร่างกาย
-
โรคผิวหนังเน่า (Skin ulcer) - เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
-
โรคเหงือก (Gill disease) - เกิดจากการติดเชื้อที่เหงือกทำให้ปลาหายใจลำบาก
-
โรคจากปรสิต (Parasites) - เช่น พยาธิที่ทำให้ปลามีอาการอ่อนแอ
การควบคุมโรค
-
การดูแลรักษาคุณภาพน้ำและรักษาความสะอาดของบ่อเลี้ยง
-
ใช้ยาหรือสารฆ่าเชื้อในการป้องกันและรักษาโรค
2. ปลาที่เลี้ยงในไทยและจำหน่ายในต่างประเทศ
ปลาที่นิยมเลี้ยงและจำหน่ายในไทย ซึ่งมีความนิยมในต่างประเทศ ได้แก่:
-
ปลาการ์ตูน (Clownfish)
-
ปลาหมอสี (Cichlids)
-
ปลาหางนกยูง (Guppy)
-
ปลาทอง (Goldfish)
-
ปลาซิว (Betta Fish)
-
ปลาหมอสีแอฟริกา (African Cichlids)
-
ปลามังกร (Arowana)
-
ปลานกแก้ว (Parrot Fish)
-
ปลาซูริ (Koi)
-
ปลากะรัง (Angelfish)
3. ข้อแนะนำในการเพาะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ป
แนะนำจากตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ:
-
ในไทย: ควรใส่ใจในการรักษาคุณภาพน้ำให้สะอาด มีการติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ และดูแลปลาตามความเหมาะสมของสายพันธุ์
-
ในต่างประเทศ: พัฒนาคุณภาพน้ำให้เหมาะสม ใช้ระบบการเลี้ยงที่เป็นมาตรฐาน และให้ความสำคัญกับการเลือกพันธุ์ปลาที่มีคุณภาพสูงและมีสุขภาพดี
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:
6.) ปลากราย ฟาร์ม M3 เพาะเลี้ยงเพื่อบริโภค และ จำหน่าย รวม 1 คลิป
การเลี้ยงปลากรายในบ่อน้ำจืดในไทย
สายพันธุ์ปลากรายที่นิยมในไทยและต่างประเทศ ปลากราย (Mekong Giant Catfish) มีสายพันธุ์หลัก ๆ ที่นิยมเลี้ยงในไทยและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึง:
-
ปลากรายไทย (Mekong Giant Catfish) - ชื่อทางการค้าหรือในภาษาอังกฤษคือ Pangasianodon gigas
-
ปลากรายเลี้ยง (Thai catfish) - บางท้องถิ่นเรียกปลาชนิดนี้ว่า "ปลากรายเลี้ยง" หรือ Pangasius ในตลาดต่างประเทศ
1. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวงจรชีวิต, อายุสูงสุด, การให้อาหาร และการผสมพันธุ์
-
วงจรชีวิต: ปลากรายเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปีแรกๆ โดยสามารถโตจากขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ในเวลาไม่กี่ปี ปลากรายจะอาศัยในบ่อน้ำจืดหรือแม่น้ำขนาดใหญ่ เป็นปลาที่มีการเคลื่อนที่ในน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อหาอาหาร
-
อายุสูงสุด: ปลากรายสามารถมีอายุยาวถึง 30-40 ปี หากได้รับการดูแลที่ดี
-
การให้อาหาร: ปลากรายควรได้รับอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น อาหารเม็ดสำหรับปลาน้ำจืดหรืออาหารสดเช่น ไรน้ำ กุ้ง หรือปลาขนาดเล็ก
-
การผสมพันธุ์: ปลากรายจะเริ่มการผสมพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 4-5 ปี ในการผสมพันธุ์ ปลากรายจะต้องมีน้ำที่สะอาดและมีการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
-
สาเหตุที่ทำให้ปลาตาย:
-
น้ำไม่สะอาด: น้ำที่มีสารพิษหรือมีคุณภาพต่ำจะทำให้ปลากรายอ่อนแอ
-
อุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม: ปลากรายต้องการน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 26-30°C
-
โรคและปรสิต: การติดเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิตจะทำให้ปลากรายมีอาการป่วยและตาย
-
-
การควบคุมโรค:
-
ตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ
-
ใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อโรคตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
-
ให้การดูแลและป้องกันการติดเชื้อจากการจัดการอาหารและสิ่งแวดล้อมที่สะอาด
-
-
อายุที่พร้อมจำหน่าย: ปลากรายจะพร้อมจำหน่ายเมื่อมีอายุประมาณ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา
2. ปลากรายที่เลี้ยงในไทยและจำหน่ายที่นิยมในต่างประเทศ
ปลากรายจากไทยได้รับความนิยมในหลายประเทศ ได้แก่:
-
สหรัฐอเมริกา (USA) - โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่มีความนิยมในการบริโภคปลาน้ำจืด
-
จีน (China) - เป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับปลาน้ำจืดจากไทย
-
ญี่ปุ่น (Japan) - ตลาดมีความต้องการสูงสำหรับปลาน้ำจืด
-
เกาหลีใต้ (South Korea) - การนำเข้าปลากรายจากไทยมีการเติบโต
-
สิงคโปร์ (Singapore) - เป็นตลาดที่มีการนำเข้าปลากรายในปริมาณสูง
-
มาเลเซีย (Malaysia) - ตลาดปลาน้ำจืดในมาเลเซียมีการนำเข้าปลากรายจากไทย
-
ประเทศไทย (Thailand) - การบริโภคภายในประเทศยังคงได้รับความนิยมสูง
-
เวียดนาม (Vietnam) - ปลากรายได้รับการเลี้ยงและบริโภคในเวียดนาม
-
อินเดีย (India) - ตลาดสำหรับปลาน้ำจืดในอินเดียเติบโต
-
ยูเออี (UAE) - มีความต้องการปลาน้ำจืดจากไทยสำหรับการบริโภค
3. ข้อแนะนำในการเพาะปลากราย
จากตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในไทยและต่างประเทศ:
-
ในไทย: การเลี้ยงปลากรายในบ่อดินหรือบ่อน้ำจืดจำเป็นต้องมีระบบกรองน้ำที่ดี ควบคุมการให้อาหารและรักษาคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง
-
ในต่างประเทศ: การจัดการเรื่องการตลาดและการบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งออกได้อย่างสะดวกและมีความน่าสนใจในตลาดต่างประเทศ
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:
4. ประเทศที่นำเข้าปลากรายจากไทย
ประเทศที่นำเข้าปลากรายจากไทยและตลาดต่างประเทศ:
-
สหรัฐอเมริกา (USA)
-
จีน (China)
-
ญี่ปุ่น (Japan)
-
เกาหลีใต้ (South Korea)
-
สิงคโปร์ (Singapore)
-
มาเลเซีย (Malaysia)
-
เวียดนาม (Vietnam)
-
อินเดีย (India)
-
ยูเออี (UAE)
-
ฟิลิปปินส์ (Philippines)
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: